เศรษฐกิจ

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจไทย-สหรัฐฯ

ไทยและสหรัฐฯ มีสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2376 นับถึงปัจจุบันมีทั้งสิ้น 5 ฉบับ ฉบับปัจจุบันได้ลงนามเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2509 มีขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมกว้างขวางทางด้านมิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ โดยมีการกำหนดให้คนชาติและนิติบุคคลของแต่ละประเทศได้รับการประติบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) โดยครอบคลุมธุรกิจบริการทั้งหมด ยกเว้นธุรกิจ 6 ประเภท ได้แก่ การสื่อสาร การขนส่ง การดูแลทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น การธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการรับฝากเงิน การค้าภายในที่เกี่ยวกับผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมือง และการแสวงหาผลประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ

ไทยและสหรัฐฯ ได้ลงนามกรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Framework Agreement : TIFA) เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2545 ในระหว่างการประชุมเอเปคที่ประเทศเม็กซิโก และได้มี การจัดตั้ง Joint Council (JC) เพื่อติดตามการดำเนินงานของความตกลง TIFA โดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (US Trade Representative – USTR) เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายสหรัฐฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย ที่ผ่านมามีการประชุม TIFA JC รวม 3 ครั้ง ได้แก่ 1) การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2546 ที่กรุงเทพฯ โดยมีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และนาย Ralph Ives ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนสหรัฐฯ 2) ระดับรัฐมนตรี เมื่อ 3 มิถุนายน 2546 ณ จังหวัดขอนแก่น โดยฝ่ายไทยมีนายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหน้าคณะ และนาย Robert B. Zoellick ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายสหรัฐฯ 3) การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส เมื่อวันที่  15-16 มกราคม 2556 ที่กรุงวอชิงตัน โดยมีนางพีรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และนาง Barbara Weissel ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนสหรัฐฯ

ไทยและสหรัฐฯ ได้เริ่มการเจรจาความตกลงการค้าเสรีในปี 2547 แต่ได้ระงับไปตั้งแต่ปี 2549 เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง ขณะนี้ สหรัฐฯ มีท่าทีที่จะให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมความตกลงแบบพหุภาคี เช่น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจข้ามแปซิฟิก (Trans-Pacific Agreement : TPP) มากกว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 นายกรัฐมนตรีได้แจ้งต่อประธานาธิบดีโอบามาว่า ไทยมีความสนใจในการเข้าร่วมการเจรจา TPP โดยจะเริ่มกระบวนการตามกฎหมายภายในประเทศก่อน และให้การประชุม Trade and Investment Framework Agreement (TIFA) Council ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในวันที่ 15-16 มกราคม 2556 เป็นช่องทางหารือเรื่องการเสริมสร้างศักยภาพในการค้า การลงทุน    และการอำนวยความสะดวกในการค้า ตลอดจนเตรียมความพร้อมของไทยสำหรับการเข้าร่วมเจรจา TPP ซึ่งต่อมา ในการประชุม TIFA Council ดังกล่าว ฝ่ายสหรัฐฯ ได้จัดให้ผู้ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเจรจา TPP ของสหรัฐฯ มาพบและให้ข้อมูลเกี่ยวกับ TPP แก่คณะผู้แทนไทย

ในปี 2556 (มกราคม – กันยายน) การค้ารวมไทยกับสหรัฐฯ มีมูลค่า  857,727.4 ล้านบาท โดยไทยส่งออกมูลค่า 513,397.1 ล้านบาท นำเข้า 344,330.3ล้านบาท  ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ 169,066.8 ล้านบาท และสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 (ที่เป็นรายประเทศ) ของไทย และจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้ลงทุนในประเทศไทยมากเป็นอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร โดยมูลค่าเงินลงทุนโดยตรงจากสหรัฐฯ สุทธิมีมูลค่ารวม 32,014.3 ล้านบาท (ระหว่าง มกราคม – กันยายน 2556)

แนวนโยบายของไทยต่อสหรัฐฯ

  • ไทยต้องการแสวงหาช่องทางใหม่ๆ ในการส่งเสริม/ผลักดันการส่งออกกับคู่ค้าหลักและตลาดสำคัญในภูมิภาค เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันการค้าให้แก่ภาคเอกชนไทย โดยเน้นเรื่องคุณภาพและมาตรฐาน รวมทั้งภาพลักษณ์ (CSR, safety, environment) การเข้าถึงแหล่งกระจายสินค้า supermarket chain และการพัฒนาด้านโลจิสติกส์
  • ไทยยังคงต้องการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะในเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมทั้งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางทางการค้า การลงทุน การคมนาคมในภูมิภาค
  • ส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจบริการในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในด้านร้านอาหารไทย ธุรกิจสุขภาพ/สปา และส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างทัศนคติและความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทย อันจะมีส่วนช่วยสนับสนุนผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการท่องเที่ยวและอาหารไทย
  • การสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ แสวงหา niche knowledge เพื่อช่วยพัฒนาและเสริมสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

สหรัฐฯ ได้ออกกฏหมายคว่ำบาตรพม่า Tom Lantos Block Burmese JADE (Junta’s Anti-Democratic Efforts) Act of 2008 ซึ่งมีเนื้อหาห้ามนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ใช้หยกและทับทิมจากพม่าเป็นส่วนประกอบ ส่งผลให้มีการปลดคนงานถึงประมาณ 60,000 ตำแหน่ง อีกทั้ง เป็นที่ชัดเจนว่ากฏหมายดังกล่าวยังอำนวยประโยชน์ต่อรัฐบาลพม่าและอุตสาหกรรมอัญมณีของจีนอีกด้วย ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้มีการหารือกับฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติสหรัฐฯ อย่างสม่ำเสมอ กฏหมายคว่ำบาตรพม่าดังกล่าว ได้กำหนดให้ Government Accountability Office (GAO) ทำการประเมินผล ซึ่งภายหลังจากที่ GAO ได้เดินทางเยือนไทยและกรุงย่างกุ้งเมื่อเดือน พ.ค.2552 ซึ่งต่อมา ในเดือน ก.ย. 2552 GAO ได้นำเสนอรายงานผลการศึกษา พบว่ายังไม่มีหลักฐานบ่งชัดได้ว่ามาตรการห้ามการนำเข้าหยก ทับทิม และอัญมณีที่มีแหล่งกำเนิดมาจากพม่าจะสามารถจำกัดการนำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง GAO ได้เสนอให้ DHS และ กต.สหรัฐฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดให้มีมาตรฐานในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดหยก ทับทิมและอัญมณี และศึกษาสิ่งท้าทายต่อการดำเนินการมาตรการคว่ำบาตร เพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ต่อไป

การจัดทำ FTA ซึ่งไทยและสหรัฐฯ ได้ยุติการเจรจาลงตั้งแต่ปี 2549 นั้น ขณะนี้ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จากทั้งสองฝ่าย โดยในส่วนของไทยนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ได้กำหนดให้การจัดทำสนธิสัญญาใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา รวมทั้งจะต้องมีการจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นก่อน ในขณะที่สหรัฐฯ ก็ยังไม่สามารถระบุแนวทางที่ชัดเจนได้ เพราะรัฐสภาสหรัฐฯ ยังไม่ต่ออายุ Trade Promotion Authority เพื่อให้อำนาจในการเจรจาแก่ฝ่ายบริหาร ทั้งนี้ ดูเหมือนว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าเสรีที่สหรัฐฯ มีกับประเทศต่างๆ อยู่แล้ว มากกว่าการเปิดเจรจาความตกลงกับประเทศใหม่ รวมทั้งยังมี FTA ที่การเจรจาเสร็จสิ้นไปแล้วกับเกาหลีใต้ ปานามา และโคลอมเบีย ยังรอการได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

การเข้าร่วมกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership-TPP) ซึ่งเป็นกรอบความตกลงการค้าเสรี มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2549 มีสมาชิกประกอบด้วยนิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ชิลี และบรูไน ต่อมาในเดือน ก.ย.2551 สหรัฐฯ (สมัย ปธน.บุช) ออสเตรเลีย เวียดนามและเปรูได้ประกาศเข้าร่วมเพิ่มเติม โดยสหรัฐฯ เห็นว่า TPP เป็นความตกลงที่มีมาตรฐานสูง และครอบคลุมในหลายประเด็นทั้งการเข้าถึงตลาด การกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี การค้าสินค้า การค้าบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา นโนบายการแข่งขัน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การลงทุนและการบริหารทางการเงิน อย่างไรก็ตาม ในช่วงของ ปธน.บุช สหรัฐฯ ยังไม่ได้ดำเนินการเข้า TPP อย่างชัดเจน ต่อมา ในช่วงการเยือนเอเชียและการเข้าร่วมประชุม APEC ในเดือน พ.ย. 2552 ประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศว่าจะเข้าร่วม TPP อย่างเป็นทางการ และต่อมาในเดือน ธ.ค.2552 สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้แสดงความจำนงค์อย่างเป็นทางการในการเข้าร่วม TPP ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกได้จัดการเจรจา TPP เพื่อจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่แล้ว 2 ครั้ง คือ ในเดือน มี.ค. 2553 ณ ออสเตรเลีย และในเดือน มิ.ย.2553 ณ สหรัฐฯ ครั้งที่ 3 จะมีขึ้นในเดือน ต.ค. 2553 ณ บรูไน

สหรัฐฯ ให้สิทธิพิเศษตามระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalized System of Preferences: GSP) โดยพิจารณาจาก GNP per capita การเปิดตลาดสินค้าและบริการ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองสิทธิแรงงานของประเทศต่างๆ โดยจะยุติการให้สิทธิแก่สินค้าของประเทศเหล่านั้น เมื่อพบว่า มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงมากพอแล้ว ซึ่งจะพิจารณาจากมูลค่าการส่งออกที่เกินระดับเพดาน หรือมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ เกินกว่าร้อยละ 50 หรือไม่ ทั้งนี้ ในวันที่ 22 ธ.ค. 2552 วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้เห็นชอบในการต่ออายุกฏหมาย GSP ออกไปอีกเป็นเวลา 1 ปีจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2553 ทั้งนี้ ผลการทบทวน GSP เมื่อเดือน มิ.ย. 2553 ไทยได้รับการผ่อนผันไม่ให้ระงับสิทธิ GSP สินค้า 10 รายการ ซึ่งรวมถึงเครื่องประดับเงินที่มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ เกินเพดาน CNL (Competitive Need Limitations) แต่ไม่ได้รับคืนสิทธิ GSP ที่เคยถูกตัดสิทธิไปแล้ว 7 รายการ และถูกตัดสิทธิเพิ่มอีก 2 รายการ คือ ยางเรเดียลรถยนต์และกุ้งปรุงแต่ง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ มีนโยบายจะปฏิรูประบบการให้สิทธิ GSP เพื่อให้เอื้อประโยชน์เป็นกลไกที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศกำลังพัฒนาอย่างแท้จริง ซึ่งไทยสนใจที่จะมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นต่อสาระของกฏหมาย GSP ฉบับใหม่นี้ด้วย

ผลกระทบของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อไทย

1. การที่สหรัฐฯ ยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำนั้น ทำให้นักลงทุนหันมาหาผลตอบแทนในภูมิภาคเอเชีย (carry trade) โดยเฉพาะในตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง (เพื่อการเก็งกำไร)ดังจะเห็นได้จากดัชนีหลักทรัพย์ของไทยนั้นได้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับแม้ในช่วงที่มีปัจจัยลบจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ

ซึ่งการไหลเข้าของเงินทุนนั้น นอกจากจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่แล้ว ยังทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าออกของไทยด้วย อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ ม.ค. – ส.ค. 53 นั้น การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 26 แต่หากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ จะกระทบต่อการเติบโตของการส่งออกในที่สุด

2. ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนหันไปหาตลาดที่มีความปลอดภัยสูง (เพื่อลดความเสี่ยง) หรือตลาดโภคภัณฑ์ ซึ่งมีสินค้าหลักคือ ทองคำและน้ำมัน ดังจะเห็นได้จากราคาของสินค้าทั้งสองตัวนี้ และอนุพันธ์ของสินค้าดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคในไทยหันมาเก็งกำไรในทองคำมากขึ้น แทนที่จะนำเงินออมไปลงทุนในสินทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นแหล่งระดมทุนของบริษัทเอกชน ส่งผลต่อเป้าหมายในการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ของไทย อีกทั้งราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นยังจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อ ทำให้ ธปท.ไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดแรงจูงใจของเงินทุนไหลเข้าได้ (dilemma)

3. ความต้องการที่จะเพิ่มการส่งออกของสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มการสร้างงานภายในประเทศอย่างมากนั้น คาดว่าน่าจะทำให้สหรัฐฯ หันมากดดันประเทศคู่ค้าให้เปิดตลาดต่างๆ มากขึ้น ดังจะเห็นสัญญาณได้จากการเข้าร่วมการเจรจา TPP ของสหรัฐฯ เพื่อเปิดตลาดเอเชียแปซิฟิกในมาตรฐานระดับสูง และการประชุมทางไกลระหว่างหน่วยงานไทยกับ USTR ที่ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ผลักดันให้ไทยเริ่มมีการเจรจาเพื่อการนำเข้าเนื้อวัวและเนื้อหมูจากสหรัฐฯ อีกครั้ง

นอกจากนั้น อาจจะบังคับใช้มาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด โดยอาจนำมาเป็นข้อกำหนดให้ประเทศคู่ค้ามีต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะหากสหรัฐฯ สามารถผ่านกฎหมายเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีการเก็บภาษีจากสินค้าที่มาจากประเทศที่มีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เข้มงวดเท่าสหรัฐฯ

4. ถึงแม้การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ จะฟื้นตัวอย่างน่าพอใจ แต่ไทยอาจไม่สามารถพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ ได้เช่นเดิมในระยะยาว เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจและสภาพตลาดสินเชื่อตึงตัวทำให้ผู้บริโภคอเมริกันเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาออมมากขึ้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะกลับมาถดถอยอีกครั้ง

หุ้นส่วนเชิงสร้างสรรค์ (Creative Partnership) ไทย-สหรัฐฯ

1. ภูมิหลัง

  • กรอบความร่วมมือหุ้นส่วนเชิงสร้างสรรค์ไทย-สหรัฐฯ (Thai-U.S. Creative Partnership) ริเริ่มขึ้นจากผลการประชุมยุทธศาสตร์ไทย-สหรัฐฯ ครั้งที่ 3  (3rd Thai-US Strategic Dialogue) เมื่อเดือน ก.ค. 2553 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยและปลัดกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
  • เป็นการยกระดับการดำเนินความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ในรูปแบบของความร่วมมือเชิงหุ้นส่วน (partnership)  นอกเหนือไปจากความร่วมมือแบบดั้งเดิมที่มุ่งด้านการเมืองความมั่นคง หรือการค้าการลงทุนเป็นหลัก โดยเน้นขยายความร่วมมือลักษณะ Knowledge highways และเชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน วิชาการ NGOs โดยเฉพาะระดับประชาชน ในสาขาซึ่งไทยมีศักยภาพและสหรัฐฯ มีเทคโนโลยี บนพื้นฐานของความคิดเชิงสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  • กรอบความร่วมมือนี้เป็นเครื่องมือใช้ผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย และนโยบาย U.S. Global Partnership Initiative ของสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม  โดยนับว่ามีความต่อเนื่องและมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – สหรัฐฯ  ผ่านการหารือในหลายโอกาสโดยผู้นำของไทยและสหรัฐฯ อาทิ การหารือระหว่าง อดีต นรม. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S. – ASEAN Business Council-USABC) เมื่อ 23 ก.ย. 2553 ณ นครนิวยอร์ก การกล่าวปาฐกถาของอดีต นรม. อภิสิทธ์ฯ ที่งานเลี้ยงอาหารค่ำของ American Chamber of Commerce (AMCHAM) เมื่อ 7 มี.ค. 2554 ณ กรุงเทพ  การกล่าวปาฐกถาของ นรม. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ Asia Society ณ นครยิวยอร์กเมื่อ 26 ก.ย. 2555  รวมทั้งข้อความที่ปรากฎใน Joint Press Statement  ของผลการการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีโอบามา เมื่อวันที่ 18-19 พ.ย. 2555 เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมืออย่างดีจากภาคเอกชน โดย AMCHAM ได้กำหนดให้ปี 2554 เป็นปีแห่ง Thai-U.S. Creative Partnership และดำเนินกิจกรรม Corporate Social Responsibility ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้อีกด้วย

2. วัตถุประสงค์

เพื่อขยายความร่วมมือในสาขาที่มีพื้นฐานบนความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพและสหรัฐฯ มีเทคโนโลยี ในลักษณะ Knowledge highways ของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน วิชาการ NGOs โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชน และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนกับประชาชน  โดยเฉพาะเยาวชน และรัฐบาลมีบทบาทในฐานะ convener, catalyst และ collaborator  อันจะนำไปสู่การขยายโอกาสทางการค้า การลงทุนและการพัฒนาระหว่างสองประเทศ ได้แก่ การเปิดตลาด การร่วมลงทุน (joint venture) ความร่วมมือด้าน R&D การแปรผลวิจัยและความคิดสร้างสรรค์เป็นผลประโยชน์ทางการค้า การพัฒนาทรัพยากรณ์มนุษย์ ความร่วมมือในการกำหนดมาตรฐานและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ และการสร้างความตระหนักรู้ของประชาชนเรื่องผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมของความสัมพันธ์ไทย- สหรัฐฯ

3. กลไกการดำเนินงาน

3.1 คณะกรรมการร่วมเพื่อการขับเคลื่อน หุ้นส่วนเชิงสร้างสรรค์ ไทย-สหรัฐฯ (Joint Steering Committee: JSC) เป็นกลไกหลักในการกำหนดทิศทางและสาขาความร่วมมือ รวมทั้งประเมินผลการดำเนินงาน โดยมีการจัดการประชุมมาแล้ว 5 ครั้ง ได้แก่ (1) ต.ค. 53 (2) ธ.ค. 53 (3) มี.ค. 54 (4) ต.ค. 54 (5) ม.ค. 56

 

คณะกรรมการร่วมฯ ฝ่ายไทย ประกอบด้วย 12 หน่วยงาน1. กระทรวงการต่างประเทศ

2. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

3. กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  กระทรวงพาณิชย์

4. กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

5. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ

6. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

7. สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

8. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

9. คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

10. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

11. คณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน

12. สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ

คณะกรรมการร่วมฯ ฝ่ายสหรัฐฯ  ได้แก่1.สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย

หน่วยงานต่างๆ ภายใต้สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย อาทิ USTDA กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ Peace Corps   USDA  AFRIMS   USAID

3.2 คณะทำงานร่วม (Joint Joint Working Group- JWG) ฝ่ายไทยและฝ่ายสหรัฐฯ ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในแต่ละสาขา ฝ่ายไทยและสหรัฐฯ ได้มีการจัดการประชุมคณะทำงานร่วม 1 ครั้ง เมื่อเดือนมกราคม 2554

4. สาขาความร่วมมือ

4.1     สาขานำร่อง  ในการประชุมคณะกรรมการร่วม (JSC) ครั้งที่ 1 (ต.ค. 2553) ฝ่ายไทยและฝ่ายสหรัฐฯ ได้ร่วมกันกำหนดสาขานำร่อง 7 สาขา ได้แก่

(1)   เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)

(2)   การออกแบบ (Design)

(3)   สาขาแอนิเมชันและโสตทัศนศิลป์  (Film and Animation)

(4)   พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว (Clean Energy/Green Technology)

(5)   สุขภาพ (Health)

(6)   อาหารและเทคโนโลยีการเกษตร  (Agro Technology)

(7)   ระบบการเงินเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Finance and Entrepreneurship)

4.2     Focus Sectors (สำหรับปี 2555) ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมฯ (JSC) ครั้งที่ 4 (ต.ค. 2554) เห็นชอบให้กำหนด focus sector ทั้งสิ้น 4 สาขาจากสาขานำร่องทั้ง 7 สาขา ได้แก่

(1)   สาขาแอนิเมชันและโสตทัศนศิลป์ * (Animation and Film)

(2)   สาขาการออกแบบ * (Design)

(3)   สาขาเทคโนโลยีสีเขียว ** (Clean Energy/Green Technology) ซึงได้มีการผนวกสาขาการบริหารจัดการน้ำ (Water Management) ด้วย และ

(4)   สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและวิสาหกิจ ** ( IT & Entrepreneurship)

หมายเหตุ * เสนอโดยฝ่ายไทย/  ** เสนอโดยฝ่ายสหรัฐฯ

5. บทบาทการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ

5.1     ประสานงานกับ สอท. สหรัฐฯ เพื่อจัดการประชุมคณะกรรมการร่วม  (Joint Steering Committee) และ คณะทำงานร่วม (Joint Working Group)

5.2     เป็นแกนกลางในการจัดประชุมหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมและกำหนดท่าทีไทย

5.3     สนับสนุนและร่วมจัดกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และสร้างเครือข่ายแก่หน่วยงานไทยและสหรัฐฯ

5.4     นำผลการดำเนินการรายงานต่อเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ทราบเป็นระยะ เพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติทราบรวมทั้งพิจารณาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทำยุทธศาสตร์รายสาขาในระดับภาพรวมของประเทศ ที่ผ่านมา ได้รายงานผลการดำเนินงานต่อ สศช. แล้ว 2 ครั้ง เมื่อ 12 ธ.ค. 2553 และ 6 ก.ค. 2554

6. ข้อเสนอความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ของไทย

หน่วยงานไทยได้เสนอความประสงค์จะมีความร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในการประชุม 2 ครั้ง ได้แก่

6.1      ในการประชุมคณะกรรมการร่วมฯ (JSC) ครั้งที่ 2 (ธ.ค. 2553) ฝ่ายไทยได้ยื่นข้อเสนอโครงการความร่วมมือ จำนวน  21 โครงการ ครอบคลุมสาขา IT, Film and Animation, Design, Clean Energy and Green Technology, Health, Agro-technology ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ได้รับไปพิจารณาและประสานหน่วยงานต่างๆ ของสหรัฐฯ เพื่อจัด matching และที่ประชุมเห็นควรให้มีการจัดตั้งคณะทำงาน (Working Group) เพื่อประสานในรายละเอียดต่อไป

6.2      ระหว่างการประชุมคณะทำงานร่วม (Joint Working Group) สาขา Green Technology/Clean Energy/Water Technology เมื่อ ม.ค. 2555 โดยฝ่ายไทยได้เสนอปรับเปลี่ยน/ยกเลิกข้อเสนอโครงการเดิมบางโครงการและมีการเสนอโครงการเพิ่มในสาขา Water Technology จำนวน 4 โครงการ

ที่มา:US Watch

 

 

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดคู่ค้าของประเทศไทยที่ใหญ่เป็นอันดับสาม รองจากญี่ปุ่นและจีน  ด้วยมูลค่าการค้าที่มากกว่า 37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีพ.ศ. 2555 สหรัฐฯ ยังเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนต่างชาติในประเทศไทยที่ใหญ่ที่สุด สินค้าที่ไทยนำเข้ามาจากสหรัฐฯ รวมถึง เครื่องจักร เคมีภัณฑ์  ทอง จักษุภัณฑ์และเวชภัณฑ์ อากาศยาน และสินค้าทางการเกษตร ส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯมีทั้งเครื่องจักร ยางพารา เสื้อ อาหารสัตว์สำเร็จรูป กุ้ง ปลาทูน่า อัญมณีและสินค้าการเกษตรอื่นๆ  ในปีพ.ศ. 2554 มีนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันมาเที่ยวเมืองไทย 767,420 คน ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทย 60,000 คนเดินทางไปยังสหรัฐฯ ประเทศไทยและสหรัฐฯได้ลงนามในกรอบข้อตกลงการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Framework — TIFA) ในปีพ.ศ. 2545 ภายใต้กรอบข้อตกลงนี้ สหรัฐฯและไทยมีข้อผูกมัดร่วมกันทางการค้าและการลงทุนอย่างเป็นทางการ อาทิเช่น ลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา ประเด็นภาษีศุลกากร การเจรจา WTO Doha วาระการประชุม APEC และ ASEAN และความสนใจของประเทศไทยในความตกลงหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิค (Trans-Pacific Partnership Agreement — TPP)

การลงทุน

การลงทุนโดยตรงจากสหรัฐอเมริกา (FDI)  ในประเทศไทย (หุ้น) มีมูลค่า 11.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีพ.ศ. 2554 เพิ่มขึ้นจากปีพ.ศ. 2553 ร้อยละ 7.6 การลงทุนในประเทศไทยโดยบริษัทสหรัฐฯ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคโรงงานอุตสาหกรรมและการธนาคาร

การลงทุนของประเทศไทยในสหรัฐฯ (หุ้น) มีมูลค่า 118 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีพ.ศ. 2554 ลดลงร้อยละ 25.3 จากปีพ.ศ. 2553  การกระจายการลงทุนของประเทศไทยในสหรัฐฯ ไม่ปรากฏในปีพ.ศ. 2554

การขายบริการสินค้าในประเทศไทยโดยบริษัทเอกชนสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มีมูลค่า 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีพ.ศ. 2543 ในขณะที่การขายบริการสินค้าในสหรัฐฯ โดยบริษัทที่คนไทยเป็นเจ้าของมีมูลค่า 151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

(ข้อมูลจาก สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา; http://www.ustr.gov/countries-regions/southeast-asia-pacific/thailand)

ที่มา: Thai Business Information Center, Royal Thai Embassy, Washington, D.C.

 (http://www.thaibicusa.com)

Featured Videos

ทวีตล่าสุด

เวลาทำการ และที่อยู่

เวลาไทย / เวลาสหรัฐฯ

22-Aug-201722-Aug-2017

  • Today Visit: 4,793
  • Total Visit: 2,139,081
ตั้งแต่ 7 มิถุนายน 2015