เศรษฐกิจ

สหรัฐอเมริกามีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด และมีอำนาจทางเศรษฐกิจในด้านเทคโนโลยีมากที่สุดในโลก ซึ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐฯ โดยเฉลี่ยต่อบุคคลคิดเป็นจำนวน 52,800 ดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจาก CIA The World Factbook ปี 2556) ในระบบเศรษฐกิจเสรีทางการตลาดนี้ ทั้งปัจเจกบุคคลและบริษัทมีอำนาจในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจด้วยตนเอง โดยรัฐบาลกลางจะจัดซื้อสินค้าและบริการจากภาคเอกชน บริษัทในสหรัฐฯ จึงสามาถใช้สิทธิ์ทางด้านธุรกิจอย่างเต็มที่มากกว่ากลุ่มบริษัทที่ตั้งในประเทศคู่ค้าดังเช่นยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นในด้านการตัดสินใจในทางธุรกิจ การวางรกรากทางการลงทุน การปลดลูกจ้างพนักงาน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบธุรกิจในสหรัฐฯ มีข้อเสียเปรียบคือต้องเผชิญกับอุปสรรคทางด้านกำแพงการค้าซึ่งกีดขวางการเข้าสู่ตลาดของคู่ต่อสู้

นับตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ เป็นผู้นำและมีข้อได้เปรียบทางธุรกิจในเวทีเศรษฐกิจโลกเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ เวชภัณฑ์ อวกาศ และยุทโธปกรณ์ แต่อย่างไรก็ดี ในช่วงหลังจากที่สหรัฐฯ ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Great Recession) ระหว่างปี 2550-2552 อันเนื่องมาจากภาวะฟองสบู่แตกของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้มีการยุบตัวลงของสถาบันการเงินต่างๆ และบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในครั้งนี้ที่ถึงแม้ว่าจะสิ้นสุดลงไปแล้วก็ตามยังคงส่งผลกระทบระยะยาวต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ของสหรัฐฯ มาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการว่างงานที่เรื้อรัง ปัญหาหนี้สาธารณะ ปัญหารายได้ประชาชาติที่ลดลงในกลุ่มชนชั้นล่างและกลาง และปัญหาหนี้สินส่วนบุคคลของกลุ่มวัยทำงานจากการกู้ยืมเงินทางการศึกษา เป็นต้น

ในส่วนของแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของประธานาธิบดีบารัค โอบามาและรองประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน รัฐบาลโอบามาสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวผ่าน

  • การวิจัยสิ่งใหม่ๆ ทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาแหล่งทรัพยากร สนับสนุนการสร้างสรรค์ การแปรรูปเทคโนโลยีที่สามารถสร้างธุรกิจและงานในอนาคต เช่น การผลิตขั้นสูง พลังงานสะอาด การสาธารณสุข และการเกษตรกรรม
  • พลังงานก๊าซธรรมชาติที่มีความปลอดภัยและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมเทคโนโลยีเชื้อเพลิงจากการเผาฟอสซิลที่สะอาดขึ้น เช่น ก๊าซธรรมชาติที่มีการกรองคาร์บอน  สนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดทางเลือกอื่นๆ พลังงานก้าวหน้าที่มีประสิทธิภาพสำหรับรถยนต์ รถบรรทุก บ้าน และอาคารต่างๆ ขยายและให้เครดิตทางภาษีเป็นการถาวรสำหรับการผลิตพลังงานทดแทน และลดเงินจำนวน 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี ซึ่งเป็นเงินอุดหนุนผู้เสียภาษีอากรให้กับผู้ผลิตน้ำมัน ก๊าซและเชื้อเพลิง
  • การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความคงทนและมีคุณภาพจะเป็นปัจจัยกระตุ้นในการสร้างงานในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ธุรกิจดังกล่าวยังสามารถสนับสนุนการเจริญเติบโตของธุรกิจประเภทการคมนาคมและการสื่อสารให้พัฒนาขึ้นตามไปอีกด้วย ซึ่งเป็นการเน้นย้ำการลงทุนแบบ “แก้ไขก่อน” เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างการคมนาคมขนส่งที่มีอยู่แล้วในประเทศและยังเป็นการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยผ่านช่องทางการลงทุนใหม่ๆ อีกทั้งยังมีการมอบเงินสนับสนุนให้แก่โครงการพัฒนารถไฟผู้โดยสารระหว่างรัฐ โดยเงินทุนนี้มีได้มาจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีธุรกิจที่ง่ายต่อการจัดเก็บและการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางธุรกิจ
  • การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนในด้านสาธารณูปโภคโดยจัดทำผ่านโครงการ Rebuild America Partnership โดยก่อตั้งธนาคารอิสระ National Infrastructure Bank เพื่อเป็นการอัดฉีดเงินทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนในการสนับสนุนโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ทั้งยังก่อตั้งโครงการพันธบัตร America Fast Forward (AFF) เพื่อดึงดูดแหล่งเงินทุนใหม่ๆ สำหรับโครงการก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคในประเทศ

(ข้อมูลจาก CIA World Factbook และ Office of Management and Budget, ทำเนียบขาว)

ที่มา: Thai Business Information Center, Royal Thai Embassy, Washington, D.C.

 (http://www.thaibicusa.com)

Featured Videos

ทวีตล่าสุด

  • SecDef James Mattis as @POTUS Trump’s Special Envoy to Royal Cremation of HM King Bhumibol Adulyadej #Thailand https://t.co/Ey6bhYq3im
  • รายชื่อวัดไทยหลายสิบแห่งในสหรัฐอเมริกาที่กำหนดจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ (โปรดสอบถามวันและเวลาโดยตรงจากทางวัด) https://t.co/uexW5FPDTy

เวลาทำการ และที่อยู่

เวลาไทย / เวลาสหรัฐฯ

22-Oct-201721-Oct-2017

  • Today Visit: 4,348
  • Total Visit: 2,465,803
ตั้งแต่ 7 มิถุนายน 2015