ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 19 พฤษภาคม 2560

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม 2560 เวลา 20.15 น.

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน

         ในโอกาสเปิดภาคการศึกษาใหม่ ประจำปี 2560 นี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงห่วงใยนักเรียน นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ที่ผ่านมา โดยได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 40 ล้านบาท ประกอบด้วย ทุนการศึกษา จำนวน 27 ทุน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา ค่าครองชีพ ค่าหอพัก และค่าอุปกรณ์การศึกษาแก่เด็กนักเรียน นักศึกษาที่มีบุคคลในครอบครัวเสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย อีกส่วนหนึ่ง สำหรับจัดหา โต๊ะ–เก้าอี้พระราชทาน ที่จะทยอยส่งมอบให้สถานศึกษาระดับอนุบาล ประถมศึกษา  และมัธยมศึกษา ใน 10 จังหวัดที่ประสบภัย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แก่วงการการศึกษาของประเทศ

         ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลปัจจุบัน ที่ได้ทรงมอบพระบรมราโชบายด้านการศึกษาผ่านองคมนตรี  ใจความตอนหนึ่งว่า “…ให้แนะนำมหาวิทยาลัยราชภัฏ ให้ทำงานให้เข้าเป้าในการยกระดับการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่นในท้องที่ตน…” แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรให้กับบัณฑิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนั้น ทรงสนพระทัยระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาอันเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ โดยทอดพระเนตรเห็นถึงศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาเป็นอย่างดี และทรงเข้าพระทัยอย่างลึกซึ้ง ถึงแก่นแท้ของมหาวิทยาลัยราชภัฏที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งผลิตครูที่มีคุณภาพ เป็นแหล่งความรู้วิชาการและเป็นปราชญ์แห่งการพัฒนาท้องถิ่น ที่จะสามารถเข้าถึงต้นตอแห่งปัญหา ของพสกนิกรของพระองค์ในแต่ละท้องที่  ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ ตลอดจนมีความรักชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์

        ผมได้รับรายงานว่า ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎได้มีการปรับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฎ “ใหม่” ระยะ 20 ปีพ.ศ. 2560 ถึง 2579 ซึ่งได้น้อมนำพระบรมราโชบายดังกล่าว มาเป็นยุทธศาสตร์หลัก มุ่งให้มหาวิทยาลัยราชภัฎ ทั้ง 38 แห่งทั่วประเทศสามารถเป็นแกนนำในการพัฒนาท้องถิ่น  ตลอดจนผลิตและพัฒนาครู และยกระดับคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัย  ซึ่งสอดคล้องกับ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 เป็นอย่างดี

        ที่ผ่านมาพบว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏบางแห่งได้ดำเนินการให้เห็นผลแล้ว และบางแห่งก็กำลังเพิ่งเริ่ม  ส่วนบางแห่งที่ยังไม่เคยดำเนินการ ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันสร้างผลสัมฤทธิ์ให้เป็นรูปธรรมสำหรับการพัฒนาท้องถิ่น และการพัฒนาประเทศตามลำดับ อีกทั้งเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงห่วงใยพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่อย่างลึกซึ้ง  ขอให้นำองค์ความรู้ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมีอยู่ เข้าไปช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นให้ตรงจุด ตรงความต้องการอย่างเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาด้วย

        ตัวอย่างผลการดำเนินการ ที่เรียกว่า “พันธกิจสัมพันธ์กับการรับใช้สังคม” ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ที่เข้าไปคลุกคลีกับพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นมาเกือบ 20 ปี จนเกิดเป็นความร่วมมือระหว่างคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัย 8 คณะ กับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และพี่น้องประชาชนในท้องถิ่น 25พื้นที่  ในการแก้ปัญหาในท้องที่อย่างตรงเป้าหมาย ตรงกับความต้องการ แบบบูรณาการ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ที่ได้ร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบล และพลังงานจังหวัด เข้าไปให้ความรู้ สร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนในหมู่บ้านที่ประสบปัญหา มีจำนวนวัวหนาแน่นจนได้รับผลกระทบจากมูลวัวจำนวนมาก โดยได้สอนหลักเศรษฐศาสตร์ในการบริหารจัดการเบื้องต้น ประกอบกับการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้เปลี่ยนมูลวัวให้เป็นแก๊สชีวภาพ เพื่อใช้หุงต้มในครัวเรือน ช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิง ลดค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนได้อีกด้วย นับเป็นแบบอย่างที่ดี ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่น่าชื่นชม ขอให้หน่วยงานภาครัฐนะครับ ทั้งกระทรวง มหาดไทย กระทรวงเกษตรฯกระทรวงแรงงานกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานอื่น ๆ ได้ให้ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้ โดยเฉพาะองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ และสถาบัน อุดมศึกษาที่มีศักยภาพในพื้นที่ ที่สามารถเข้าถึงวิถีชีวิตพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ รวมทั้งช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย เพื่อเป็นการสนองพระบรมราโชบาย และบรรลุตามความมุ่งหวังของรัฐบาลได้อีกทางหนึ่งด้วย

       อีกตัวอย่างหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ ในด้านการศึกษา คือด้มีการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่เกิดผลเป็นรูปธรรม เป็นการใช้สีกำหนดขั้นตอนการอ่าน สำหรับวิชาด้านภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ของครูในโรงเรียนบ้านหนองแก อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ที่ส่งผลให้คะแนนสอบของนักเรียนเพิ่มสูงขึ้น ติดระดับประเทศ โดยเฉพาะคะแนนสอบโอเน็ต ซึ่งโรงเรียนอื่น ๆ ในพื้นที่ ก็ได้นำวิธีการดังกล่าวไปปรับใช้เพื่อขยายผล  ผมเองก็เห็นว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสอนที่เห็นผลได้อย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพและสามารถใช้เป็นแบบอย่างได้ หรือให้มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้อีกด้วย ก็ขอให้นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม ก็อยากจะยกเป็นกรณีศึกษา แล้วได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้ว ให้กระทรวงศึกษาธิการศึกษา ได้ขยายผลแนวทางการสอนนี้ หรือแบบอื่น ๆ  ที่เป็นประโยชน์อีกด้วย โดยให้หาข้อมูลเพิ่มเติม จากการรวบรวมแนวทางการสอนที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาประยุกต์ใช้ ให้เหมาะสมกับบริบทของคนไทยและสังคมไทย เพื่อนำไปเผยแพร่ให้กับครูในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศอีกด้วยต่อไป  

        ผมเห็นว่าการคิดนอกกรอบ เป็นการคิดสร้างสรรค์ ที่มีความสำคัญอย่างมาก ในสภาพแวดล้อมของโลก ยุคศตวรรษที่ 21  ทั้งนี้ เพื่อจะเป็นการยกระดับการศึกษาของประเทศ และเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ที่เป็นประโยชน์เพื่อสร้างวิสัยทัศน์  ในการที่เราจะก้าวไปสู่ “การศึกษาไร้พรมแดน” รัฐบาลจึงได้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างเช่น โครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐ ทุกหมู่บ้าน ซึ่งรัฐบาลนี้ เร่งดำเนินการอยู่ 25,000 หมู่บ้าน ในปีนี้ และอีก 15,000 หมู่บ้านในอนาคต เรามีอยู่แล้ว 30,000 กว่าหมู่บ้าน ทั้งหมดมี 70,000 กว่าหมู่บ้าน ไม่เช่นนั้นจะเข้าใจว่า ทำไมทำช้า มีอยูแล้ว ส่วนที่ขาดเราก็จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ อีกแนวความคิดหนึ่ง คือการส่งเสริมการจัดตั้งสถาบันการศึกษา โดยให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ อีกด้วย อาทิเช่น จากประเทศที่เจริญแล้ว หรือจากสถาบันที่ประสบความสำเร็จมาก่อน อาจเป็นการจัดตั้งมหาวิทยาลัย ในสาขาที่ประเทศไทยขาดแคลน แต่เป็นที่ต้องการ และโรงเรียนเอกชน ที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น อย่าถือว่าจะเอาใครมาแย่งงานของเราเลย เป็นระยะแรก เราต้องการสนับสนุนนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC นะครับ หรือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ทั้ง 10 แห่ง  

พี่น้องประชาชนที่เคารพ ครับ

        การสะท้อนภาพรวม จากมุมมองของต่างประเทศ ในการทำงานของรัฐบาลและ คสช. ช่วง 3 ปี ที่ผ่านมานั้น นอกจากเราจะได้รับรู้ รับทราบ มาเป็นระยะ ๆ จากสถาบันต่าง ๆ ในหลากหลายมิติ ส่วนใหญ่มีทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว  ล่าสุดมีรายงานผลการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดโลก ประจำปี 2017 ของ U.S.News สหรัฐอเมริกา ที่ชี้ว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจมากที่สุดในโลก (Best Countries to Start a Business) เป็นอันดับ 1 ติดต่อกัน 2 ปี

        ทั้งนี้ ประเทศไทย ยังได้รับการจัดอับดับเป็น Top 10 ในอีกหลายด้าน เช่น ด้านการท่องเที่ยว ด้านการเจริญเติบโตโดยภาพและด้านวัฒนธรรม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังยกให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่โดดเด่นในเรื่องการเปิดโอกาสทางธุรกิจและการเริ่มต้นงานใหม่ รวมทั้งเป็นประเทศที่เหมาะสำหรับใช้ชีวิตยามเกษียณและมีคุณภาพชีวิตดีอีกด้วย

        ดังนั้น ด้วยข้อมูลการจัดอันดับต่าง ๆ ที่ผ่านมาและล่าสุด  ผมจึงไม่อยากที่จะกล่าวอะไรมากนัก เรื่องผลงาน มี หรือไม่มีนะครับ เพราะผลงาน ไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีอะไรใหม่อย่างเดียว แต่ก็อยากให้ดูด้วยว่า เราจะต้องแก้ไขปัญหาประเทศอะไรบ้างที่สะสมมานาน อาทิเช่น การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ต้องทยอยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง การปรับโครงสร้าง การบูรณาการ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมร่วม และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน แล้วจะต้องมีการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกาทำงานของเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ และวิธีบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งการจัดทำโครงสร้างใหม่ ๆ เพื่อจะเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้มีความเข้มแข็ง พร้อมมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ที่หลายคนอาจจะยังยึดติดอยู่ และยังไม่เข้าใจว่า ทำไมไม่ให้เงินช่วยเหลือมาก ๆ คำพูดเหล่านั้น เป็นเพียงวาทะกรรม ที่หวังผลทางการเมืองในอนาคต มากกว่า สิ่งที่ผมอยากเน้นย้ำอีกครั้ง ก็คือการแก้ปัญหาด้วยการให้เงินสนับสนุน เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น ซึ่งจำเป็นก็ยังทำอยู่ แต่ทำให้ถูกต้อง แต่การลงทุนเพื่ออนาคต โดยการให้ความรู้ เพิ่มเทคโนโลยี เปิดโอกาสและช่องทาง เพื่อเป็นทางเลือกของประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ  รวมทั้งเราจะต้องสร้างกลไกเพื่อสร้างความเข้มแข็งในระดับฐานรากให้มากยิ่งขึ้น เหล่านี้เป็นการแก้ปัญหาระยะยาวและยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลนี้ ให้ความสำคัญกว่า แต่เราก็ไม่ลืม ผู้มีรายได้น้อยเราจะทำอย่างไร ก็ต้องหาวิธีการทำให้ได้เร็วที่สุด

        จะเห็นได้ว่า ด้วยความพยายามของรัฐบาลและ คสช. ในการแก้ปัญหาทุกเรื่องให้ได้อย่างยั่งยืนนั้น เพื่อจะไปสู่วิสัยทัศน์ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ซึ่งนับว่าเป็นการเลือกทำในสิ่งที่ยาก ถ้าเราทำง่าย ๆ ก็ไม่ทำแบบนี้ แต่ก็เป็นทางออกที่ดีกว่าที่ผ่าน ๆ มา อาทิเช่น ปัญหาการค้ามนุษย์ IUU ICAO การบุกรุกป่า การจัดสรรที่ดินทำกิน การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างบูรณาการ การปราบปรามยาเสพติด การป้องกันการทุจริต การสนับสนุนค้าขาย การส่งเสริมการลงทุน ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เป็นต้น ซึ่งอาจจะทำให้ดูเหมือนว่า เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่เหมือนมาตรการช่วยเหลือทางการเงินที่ทันใจ เพราะสัมผัสได้ ทำได้ง่าย และมีผลทางการเมืองโดยตรง ผมขอฝากฝ่ายการเมืองต่าง ๆ ไว้ด้วย ขอให้ทบทวน ช่วยกันพิจารณาดูให้ดีว่า ความจริงแล้วสังคมไทยเราต้องการการแก้ปัญหาแบบไหน จึงจะนำพาประเทศหลุดพ้นกับดักต่าง ๆ ได้อย่างแท้จริง ก็ต้องไปทั้งสองอย่างด้วยกัน

        ตัวอย่างนโยบายที่จะช่วยแก้ปัญหาประเทศที่ยั่งยืน ได้แก่ การทำผังเมืองรวมจังหวัดทั่วประเทศ  แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ ปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น ให้เสร็จโดยเร็ว สำหรับเป็นแผนแม่บท ที่ผ่านมามีความพยายามดำเนินการมากว่า 10 ปีแล้ว แต่ก็มีคืบหน้าในทางให้เกิดผลสัมฤทธิ์น้อยมาก ก็เป็นไปตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ แต่ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ จากการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน ต้องมีการปรับวิธีการ ปรับรูปแบบ ด้วยการให้ความรู้ แล้วให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด จะได้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้มากยิ่งขึ้น

        ในช่วง 3 ปีของรัฐบาลนี้ เราได้มีการทำของเดิมที่ค้างอยู่ให้สำเร็จได้ในที่สุด แต่ยังคงให้มีการปรับปรุงต่อไป วันนี้ได้มีการประกาศบังคับใช้เต็มพื้นที่ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 นี้  แต่สิ่งสำคัญหลังจากนี้ คือ การบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพและความร่วมมือกัน ทั้งข้าราชการ เอกชน และพี่น้องประชาชน ที่จะต้องไม่ละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผังเมืองรวมอีก ไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกป่า การใช้พื้นที่ผิดวัตถุประสงค์ หรือการก่อสร้างใด ๆ ที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ขวางเส้นทางไหลของน้ำตามธรรมชาติ เป็นต้น

        สำหรับปัญหาด้านเศรษฐกิจ  ก่อนที่ คสช. จะเข้ามานั้น ประชาชนอาจจะไม่ได้รับการดูแลในทุกมิติ อย่างครบวงจร  และไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็นของระดับนโยบาย ในการกำกับดูแล หรือขาดการเอาใจใส่ สนับสนุนในการช่วยแก้ปัญหาให้กับระดับปฏิบัติการ และขาดแผนปฏิบัติการ ในระยะปานกลางและระยะยาว ยิ่งกว่านั้น มีการสร้างความต้องการเทียม เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศจนอาจจะอิ่มตัวที่เกินความต้องการ เกินความเป็นจริง ไม่ส่งเสริมขีดความสามารถในการผลิต หรือไม่มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มากนัก เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ตั้งแต่ต้นทางการผลิต ในภาคเกษตรกรรมเองก็มีนโยบายบางอย่างที่ทำให้เกษตรกร อาจมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ซึ่งก็ต้องค่อย ๆ แก้กันไป อันนี้เป็นปัญหาเดิม ๆ อยู่ แต่เราจะต้องมีการปรับรูปแบบ ในการใช้พื้นที่ ในเรื่องการเพาะปลูก ในเรื่องการทำเกษตรกรรม ทุกประเภท เช่น เราจะต้องไม่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว หันมาทำไร่นาสวนผสม ลดการทำนาปรัง แล้วมาปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น หรือการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าฝน หน้าแล้ง เหล่านี้เป็นต้น  ซึ่งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้ง 882 ศูนย์ รวมทั้งเครือข่ายย่อยอีก 8,000 แห่ง ซึ่งต่อไปจะเป็นนับหมื่นกลุ่ม ก็กำลังขับเคลื่อนและให้คำแนะนำ ช่วยเหลืออยู่ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต นอกจากนี้ ที่ผ่านมา เราอาจจะไม่มีการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศ ไม่ได้มีการเสริมสร้างความรู้เท่าที่ควร ไม่ได้มีการส่งเสริมการรวมกลุ่ม ไม่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก หรือยืนบนขาของตนเองได้ ก็อาจจะช่วยตัวเองไม่ได้เสียที หนี้สินรุงรัง เลยต้องรอแต่ความช่วยเหลืออย่างเดียว ก็คาดหวังไปเรื่อย ๆ  

        เราต้องสร้างธุรกิจใหม่ เราต้องส่งเสริมการลงทุนใหม่ ๆ ภาครัฐต้องส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี วิทยาการสมัยใหม่ เร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ ที่ตอบสนองความต้องการของประเทศ ตอบสนองความต้องการของสังคม และการดำรงชีวิตของคนไทย โดยพึ่งพาองค์ความรู้ต่าง ๆ จากภายนอก เราอาจจะต้องพึ่งในระยะแรก ๆ จนทำให้เกิดนวัตกรรมที่เกิดขึ้นโดยคนไทย ผลิตเอง คิดเอง เพื่อคนไทยใช้เองก่อน แล้วขยายผลไปสู่การส่งออกนวัตกรรม อื่น ๆ ไปยังตลาดที่มีความต้องการใกล้เคียงกัน โดยเราต้องไม่ลืมการสร้างเครือข่าย การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทาง แหล่งผลิตภาคเกษตรกรรม กลางทาง ภาคอุตสาหกรรม การแปรรูป การสร้างผลิตภัณฑ์ การสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม และไปสู่ปลายทาง คือการหาตลาด และการจับคู่ทางเศรษฐกิจ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการกระจายรายได้ โดยเชื่อมโยงจากชุมชน ชนบท  จังหวัด กลุ่มจังหวัด ภาค เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ EEC CLMVT อาเซียน ประชาคมโลก ได้ในที่สุด ทั้งนี้ปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ส่วนหนึ่งคือ แหล่งน้ำและพลังงานไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลนี้ ได้คำนึงถึง และพยายามสร้างความร่วมมือรูปแบบใหม่ ๆ กับประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตร เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ “สตึงมนัม” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทย และกัมพูชา โดยการสร้างเขื่อนกั้นน้ำ แทนการปล่อยน้ำทิ้งเพื่อผลักดันน้ำเค็ม ประมาณ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 24 ถึง 50 เมกกะวัตต์ สามารถผันน้ำมาใช้ได้ 300 ถึง 500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งจะสามารถรองรับการพัฒนาต่างๆ ใน EEC  ของเรา และสร้างความมั่นคงทางพลังงานและน้ำ ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ ได้ในอนาคตอีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะสำเร็จได้ประมาณปลายปี 2566 

         อีกประเด็นหนึ่ง ที่มีความสำคัญอย่างมาก สำหรับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คือความยาก-ง่ายของการประกอบธุรกิจในประเทศไทย ในมุมมองของธนาคารโลก ที่ได้ให้คำแนะนำและข้อคิดเห็น ที่เป็นประโยชน์แก่ไทย โดยเห็นว่า รัฐบาลนี้มีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริงในการเร่งรัดจัดระบบ และปฏิรูปงานบริการของภาครัฐ เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุนในประเทศไทย เห็นได้จาก การที่รัฐบาลเปิดกว้างรับฟังปัญหาจากภาคเอกชน เพื่อให้รัฐบาลและภาคเอกชนสามารถปรับตัวเข้าหากัน อันเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ซึ่งผมได้ย้ำอยู่เสมอว่า เรายินดีต้อนรับนักลงทุนจากต่างชาติ ยินดีสนับสนุนนักลงทุนในประเทศ พร้อมทั้งเร่งรัดให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมผลักดันให้อันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทยดีขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งเป้าให้การยกระดับการจัดอันดับความยาก-ง่าย ของการประกอบธุรกิจในประเทศไทย ให้ขยับอันดับมาอยู่ในกลุ่ม 30 อันดับแรกให้ได้ โดยกำหนดเป็นแผนระยะสั้น ระยะ กลาง ระยะยาว ซึ่งมีทั้งหมด 79 กิจกรรม ที่เราต้องแก้ไข เราได้ปรับแก้ไปแล้วระหว่างนี้ 26 กิจกรรม ที่เหลือก็ทยอยดำเนินการทำกันอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การบูรณาการ ของการทำงานของภาครัฐกับภาคเอกชน และความร่วมมือกับธนาคารโลกอีกด้วย

        ยกตัวอย่าง ความคืบหน้าการปรับปรุงพัฒนาขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจ ซึ่งสามารถลดทั้งขั้นตอนการจดทะเบียน ย่นระยะเวลาการจดทะเบียนและลดค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนลงได้ กล่าวคือสามารถลดขั้นตอนจากเดิม 5 ขั้นตอน ใช้เวลา 25 วัน ครึ่ง เหลือเพียง 3 ขั้นตอน ใช้เวลาเพียง 2 วันและลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการจากเดิม 6,600 บาท เหลือเพียง 5,800 บาท เป็นต้น ทั้งนี้ สามารถสร้างความประทับใจแก่ธนาคารโลก จากการให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้อำนวยการธนาคารโลก ได้แสดงข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยควรจัดทำเว็บไซต์ ที่เป็นแหล่งรวมข้อมูล เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชนต่างชาติ ที่สนใจลงทุนในไทย สามารถมีแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงง่ายและสะดวกรวดเร็ว รวมทั้งอยากให้รัฐบาลไทย เพิ่มช่องทางการสื่อสาร เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่นักลงทุนต่างชาติ เกี่ยวกับนโยบายด้านเศรษฐกิจและการบริการต่าง ๆ ของภาครัฐอีกด้วย  ซึ่งผมเห็นว่าเป็นแนวทางที่ดี ที่สำคัญคือสอดคล้องการสิ่งที่รัฐบาลนี้ กำลังดำเนินการอยู่ และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เราทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ทั้งนี้ต้องให้เร็วที่สุด ผมขอฝากหน่วยงานหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งถือเป็นนโยบายและเป็นการสั่งการจากนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลด้วย ขอให้ดำเนินการโดยเร่งด่วน เพราะเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และกฎหมายอีกหลายฉบับด้วย

พี่น้องประชาชนที่รัก ครับ

         การสร้างการรับรู้เพื่อความเข้าใจกันนั้น มีความสำคัญในเรื่องของความเข้าใจระหว่าง นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนนั้น ผมอยากให้หาเวลาออกไปพบปะ พูดคุยกัน ทั้งใน กรุงเทพฯ และในท้องถิ่น จังหวัดต่าง ๆด้วย ทั้ง อบจ. อบต. เทศบาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน ในแต่ละพื้นที่ของตนเอง ให้ทุกคนได้ทราบถึงการทำงานของพี่น้องข้าราชการ หน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ ทุกประเภท จะได้เข้าใจร่วมกัน ได้ถามไถ่ไขข้อข้องใจ ในการที่จะเข้ามาร่วมมือกันในกระบวนการสร้างความเข้าใจ เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง บนพื้นฐานหลักคิดที่ถูกต้อง ผมอยากให้เป็นการสื่อสาร 2 ทาง เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้  เข้าใจ ในประเด็นของข้อกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ส่วนราชการต้องปฏิบัติ ถ้าไม่เข้าใจกัน ก็จะมองว่าล่าช้า ไม่เป็นธรรมอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ต้องเข้าใจก่อนว่า ระเบียบว่าอย่างไร รวมไปถึงเรื่องการให้บริการ การตอบสนองความต้องการ การสร้างความพึงพอใจ ถ้าปรับเข้าหากันได้ ก็จะสะดวกขึ้น และเข้าใจกันมากขึ้น นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน  

        ผมขอให้ทุกคน ทุกฝ่าย ได้สามารถเสนอข้อคิดเห็น ซักถาม ข้อสงสัย อันนี้ขอฝากข้าราชการในพื้นที่ทุกคนด้วย กทม. ด้วย ซึ่งจะเกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและประเทศชาติ เป็นส่วนรวม ทั้งนี้ผมต้องการให้เกิดการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข มีความพึงพอใจ มีความปรองดองร่วมมือกัน และมีประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลเกิดขึ้นในอนาคต ขอให้ คสช. ได้ช่วยสนับสนุน และดูแลกิจกรรมเหล่านี้ด้วย กระทรวงศึกษา ครู อาจารย์ต่าง ๆทั้งหมด ทุกภาคส่วน ขอให้ช่วยกันในเรื่องนี้ คุยกันให้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปเปิดเวทีอะไรมากมาย คุยกันในหมู่บ้าน ในชุมชน ในครอบครับอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ว่า ปัญหาประเทศไทยอยู่ตรงไหน และวันนี้รัฐบาลทำอะไรไปบ้าง อะไรที่ยังทำได้ไม่ดีหรือทำดีก็ขอให้พูดถึงกันบ้าง อย่างน้อยก็เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดพื้นฐานกันได้

        ผมอยากให้ย้อนกลับไปดูในอดีต ว่าปัญหาเกิดอะไรขึ้น และรัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้าง เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น บางอย่างสำเร็จเร็ว–ช้า ก็ตามความยาก–ง่าย ปัญหาที่มีความซับซ้อนกัน มันก็ยากหน่อย เพื่อจะไปสู่การปฏิรูปประเทศ ที่สำคัญก็คือในเรื่องของการปฏิรูปประเทศ การปฏิรูปประเทศนั้นต้องการการเรียนรู้ นอกจากระบบการศึกษาที่เรากำลังปฏิรูปกันอยู่ เราต้องปฏิรูปทางความคิดไปพร้อม ๆ กันด้วย โดยการสร้างหลักคิด กระบวนการคิด ที่เป็นเหตุเป็นผล มีการคิดวิเคราะห์ที่ถูกต้อง โดยต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ นอกจากนี้ เราจะต้องเข้าใจกัน เชื่อใจกัน ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดการโทษกันไปมา และไม่เกิดความร่วมมือ ก็จะไม่นำไปสู่การปฏิบัติ ไม่ได้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรมเสียที เหมือนลักษณะที่เราเรียกว่า “ย่ำเท้าอยู่กับที่” เราให้ความสำคัญกับการศึกษาทั้งระบบ และต้องให้ความสำคัญกับการสร้างการเรียนรู้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งรัฐบาลนี้ให้ความสนใจ เป็นลำดับแรก ๆ  คุณภาพของคน–ข้าราชการ ทั้งหมดจะต้องมีหลักคิดที่ “ร่วมกัน” ที่ถูกต้องร่วมกันเสียก่อน มากกว่าการที่จะกล่าวอ้างแต่ “ประชาธิปไตย” อย่างเดียว สำหรับเรื่องนี้ มีความสำคัญต่อการปฏิรูปทางการเมืองด้วย ก็อยากให้ทุกคนได้ร่วมมือกัน เราต้องการความคิดพื้นฐานของสังคม เพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชาติ

         ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เราทุกคน ทุกฝ่าย ต้องช่วยกันผลักดัน อย่าปล่อยให้รัฐบาล ข้าราชการ ทำเพียงลำพัง  ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม รวมทั้งท้องถิ่น ต้องยื่นมือมาจับกัน เชื่อมโยงกัน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ อย่ามองเห็นปัญหาแต่เพียงอย่างเดียว ต้องหาว่าเราจะแก้ปัญหากันอย่างไรในส่วนตนเองรับผิดชอบ  และเราต้องดำเนินการอย่างมียุทธศาสตร์ มีเป้าหมายอันเดียวกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ จะไม่มีพลัง ไม่มีทิศทางที่เหมาะสมถูกต้องแนวโน้มโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ ควรจะลดขนาด เพิ่มประสิทธิภาพ เราต้องมาคิดดูว่าจะทำได้อย่างไร การเพิ่มขนาดหน่วยงานราชการ สิ่งที่ตามมา คือปัญหาด้านงบประมาณเป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาโดยละเอียดถี่ถ้วน ถ้าเราสามารถประสาน “พลังประชารัฐ” ได้อย่างแน่นแฟ้น เป็นเนื้อเดียวกัน เราก็อาจจะมีส่วนช่วยให้หน่วยงานราชการลดอัตราลงไปได้  ลดขนาดองคาพยพ  ลดการใช้จ่ายภาครัฐลงได้ ค่าใช้จ่ายประจำต่าง ๆ ลดลง  เราจะได้นำงบประมาณเหล่านั้นไปใช้ในการจัดหาสวัสดิการสังคมให้กับประชาชนได้มากขึ้น ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ การใช้ระบบดิจิตอล มาช่วยเสริมการให้บริการ และการบริหารจัดการภาครัฐ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่จะช่วยลดขนาดโครงสร้างภาครัฐ ให้มีขนาดเล็กลง และทำงานได้มีประสิทธิภาพได้มากกว่าเดิม เช่น แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ บนมือถือ ของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งผมได้แนะนำไปเป็นระยะ ๆ แล้ว  

          อีกประการหนึ่งใน การปฏิรูปนั้นเราต้องอาศัยการกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน โดยต้องมีแผนการปฏิรูป โดยยุทธศาสตร์กระทรวง ทุกกระทรวง เป็นตัวขับเคลื่อนจนบังเกิดผลเป็นรูปธรรมให้ได้ การคิดอย่างเดียวนั้นไม่ยาก แต่ถ้าการคิดและพูดโดยไม่ลงมือทำยิ่งเป็นเรื่องง่าย พอถึงเวลาทำมันก็จะติดปัญหาลงมือปฏิบัติไม่ได้ ถ้าเราจะทำให้มันสำเร็จ เรา ต้องเริ่มตั้งแต่การขีดเขียนแผน ที่มีความชัดเจน ให้ทุกคน ทุกฝ่าย สามารถทำงานร่วมกันได้ เป็นขั้นเป็นตอน มีการประสานสอดคล้อง มีการบูรณาการกัน ซึ่งมันอาจเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ที่ผ่านมาจึงไม่มีใครอยากจะทำแบบนั้น ทุกรัฐบาลก็ไม่อยากทำ เพราะเป็นเรื่องปัญหาใหม่ด้วย เพราะปัญหาซับซ้อน พอแกะออกมาปัญหามีมากกว่าเดิม ก็ไม่มีใครอยากจะแกะ รัฐบาลนี้พยายามจะทุ่มเทในการแก้ปัญหายาก ๆ ที่จะเป็น ต้นตอของปัญหาปากท้องของประชาชน อย่างจริงจัง เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ผ่านมา

          วันนี้เราต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทั้งระยะสั้น ระยะยาวด้วย เพราะเวลาแต่ละรัฐบาลก็สั้นนะครับ อาจจะแค่ 4 ปีเต็มที่ หรืออาจจะไม่ถึง เพราะฉะนั้นแน่นอนคงต้องทุ่มเทให้กับนโยบายที่มีผลทางการเมืองไปด้วย มากกว่าการที่จะมุ่งหวังแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างยั่งยืน เพราะเป็นสิ่งที่ยาก อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ และ  คสช. กำลังดำเนินการอยู่ โดยเราจะสร้างกลไกการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน หลายองค์กร ที่มีหลายกฎหมาย ของแต่ละหน่วยงานที่เป็นอุปสรรคระหว่างกัน ที่เดิมเคยแก้ตรงนี้ ไปติดตรงโน้น ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง เราต้องมองปัญหาให้ครบทุกมิติ  รอบด้าน จะทำอะไร ก็ต้องดูคนข้าง ๆ  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ด้วย  อาทิเช่น การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การทำ One map ให้ใช้มาตราส่วนเดียวกัน การทำผังเมือง–จังหวัด ทั้งประเทศ ที่นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม อย่างเช่นที่ภาคใต้ไม่ให้เกิดซ้ำรอย ที่จะต้องแก้ไขที่หลังมากกว่า 100 จุด ในเวลาเดียวกันแล้ว ซึ่งจะช่วยให้สามารถกำหนดการขยายตัวของเมือง ที่จะต้องสอดคล้องกับธรรมชาติ รวมทั้งการกระจายตัวของประชากร ให้มีที่ดินทำกิน มีที่อยู่อาศัย มีงาน มีรายได้ โดยไม่ไปกระจุกตัวในเขตเมือง หรือในกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสังคม ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาทางเศรษฐกิจ อีกหลาย ๆ อย่างที่ตามมาด้วย ดังที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน หากเราไม่ได้รับการแก้ไขในวันนี้ และนี่คือสิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังทำ กำลังวางราฐาน กำลังเริ่มวางยุทธศาสตร์ระดับชาติ ระดับนโยบาย เพื่อให้เป็นเข็มทิศนำทาง ไปสู่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ไว้ให้ก่อน ด้วยเวลาที่จำกัด ที่เรามีอยู่ ดังนั้นผมจึงต้องขอให้ทุกคนเข้าใจ ขอความร่วมมือ ขอเวลาในทำงาน และขอให้อดทน เพราะการปลูกต้นไม้ กว่าจะออกดอกออกผล ยังต้องอาศัยเวลา  ยิ่งมีโรคต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ต้นไม้ก็โตไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นพืช ผัก ผลไม้ ประเภทใดก็เช่นกัน การสร้างชาติ การวางรากฐานเพื่ออนาคต ก็เป็นเช่นนั้น

         สำหรับการเตรียมการสำหรับทำงานการเมือง หรือการเดินหน้าประเทศสู่ประชาธิปไตยในอนาคต เราคงไม่จำเป็นต้องทำลาย ลบล้าง สิ่งที่ คสช. วางรากฐาน หรือปรับไว้หลายอย่าง ก็ทำให้ท่านทั้งหมด ที่เราพยายามปรับสิ่งที่เอียง ให้ค่อย ๆ ตั้งตรง พร้อมกับเสริมความเข้มแข็งเข้าไป อย่างต่อเนื่อง เหมือนที่ผมพูดตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 อย่างไรก็ตาม อาจจะมีคนที่ไม่เห็นชอบ ไม่เห็นด้วย แล้วพยายามทำลาย เซาะให้เอนเอียง เหมือนเดิม อีกครั้ง เพื่อแสวงหาหนทางเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และให้ประชาชนกลับไปสนับสนุน เป็นฐานเสียง โดยไม่ได้มุ่งหวังให้ประชาชนเข้มแข็ง ช่วยตัวเองได้ วันหน้าก็คงต้องพึ่งพารัฐ หรือฝ่ายการเมืองเหมือนเดิม อันนี้เป็น “จุดอ่อน” ของประชาธิปไตยของประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ขอทุกคนไปใคร่ครวญด้วย รวมถึงเราไม่อาจสร้างธรรมาภิบาลเกิดขึ้นได้จริง ในการบริหารราชการมาตลอดมา  

รัฐบาลนี้ พร้อมที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยของเรา ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรม เหมือนการเลือกตั้ง ที่แต่เพียงอย่างเดียวนะครับ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่กลับให้ความสำคัญ มากกว่าหลักการต่าง ๆ อันเป็นสาระ  

         วันนี้ผมยินดีที่มีนักการเมืองหลายท่าน ออกมาพูดในเรื่องที่สร้างสรรค์ เช่น เราจะต้องร่วมมือกัน ขจัดคนไม่ดีออกไปจากการเมืองไทยให้ได้ เราต้องมีการพัฒนาอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนคนไทยว่า เราต้องการจะหลุดพ้นจากกับดัก หรือ วังวนแห่งปัญหา ให้ได้หรือไม่ อย่าทำให้นักการเมืองดี ๆ ที่ก็มีอยู่มาก หรือคนที่คิดว่าจะมาเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ – ทางเลือกใหม่ ต้องเสียกำลังใจ เสียความตั้งใจ หรือเกิดวิกฤติศรัทธา ที่จะเข้ามาทำงานช่วยชาติ ผมอยากให้พี่น้องประชาชน ใช้คำสอนทางศาสนา ทุกศาสนาที่ตนนับถือ มาเป็นแสงสว่างนำทาง ในการอยู่ร่วมกันด้วยความปรองดอง และสันติสุข พร้อมทั้งร่วมกันปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองเชิงบวกและสร้างสรรค์ ให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ให้จงได้ ทั้งนี้ เพื่อการปฏิรูปประเทศ และการเลือกตั้งในอนาคต ที่ผมถือว่าเป็น “วาระชาติ” โดยขอให้พวกเราทุกคนอดทน เข้มแข็ง    

         สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง รัฐบาลยอมรับว่า ถึงแม้ตัวเลขประเมินทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น ในภาพรวม แต่อย่างไรก็ตาม การกระจายรายได้ ยังทำได้ไม่ทั่วถึง จำเป็นต้องแสวงหามาตรการ มาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะอจจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ยังไม่ได้อะไรจากรัฐบาล ยอดซื้อ -ขายสินค้าบางอย่างตกลง แสดงว่าประชาชนขาดกำลังซื้อ รัฐบาลพยายามทำทุกอย่าง ซึ่งอาจทำได้ไม่รวดเร็ว เพราะเราต้องระมัดระวัง เรื่องข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญ ประกอบกับ ในมาตรการใหม่ ๆ อาจมีการบิดเบือน ให้ร้าย จนไม่เข้าใจ เกิดความร่วมมือน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะความยากจน เพราะผู้มีรายได้น้อย ลำบาก วันนี้อาจมีการให้คำสัญญา จากนักการเมืองที่ไม่ดี มาใช้โอกาสนี้ สร้างความเข้าใจผิด เหมือนเดิม ๆ บอกว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ วันหน้าเมื่อเข้ามาแล้ว ก็เป็นการแก้ไขปัญหาชนิดที่เป็นการแก้ปลายเหตุเช่นเดิม ประชาชนเลยจะรู้สึกว่าน่าจะดีขึ้น ผมไม่อยากจะบอกว่าใครผิด ใครถูก ต้องทำไปพร้อม ๆ กัน จึงจะเกิดความยั่งยืน ทั้งแก้ไขความเดือดร้อน ซึ่งต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก รัฐต้องหาเงินมาให้เพียงพอ ไปพร้อมกับการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เป็นทางเลือก เป็นโอกาสให้ประชาชน หลายอย่างที่เป็นมาตรการออกไป บางอย่างอาจจ่ายตรงไม่ได้ ติดขัดข้อกฎหมาย เช่นที่เคยเกิดขึ้น เป็นคดีความต่าง ๆ และเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน หากเราไม่รอบคอบ ไม่ระวังเท่าที่ควร อาจเกิดปัญหาในระยะยาว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะพยายามหามาตรการที่เหมาะสม มาแก้ไขให้ได้โดยเร็ว เราต้องเลือก หรือผสมกันให้ได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง แล้วเราก็จะไม่ทำสิ่งที่ผิดให้ถูกต้อง ก็ทำสิ่งที่ถูกให้ถูกขึ้น หรือถูกมากกว่า และรวดเร็วทันเวลา ทำสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม  

          อย่างไรก็ตาม เราต้องคิดเสมอว่า ทำอย่างไรคนรายได้น้อยจะไม่รู้สึกว่าเรายังไม่ได้แก้ปัญหาให้เขา เราต้องช่วยกัน ต้องเร่งทำงานในลักษณะประชารัฐ ขอฝากไปยังข้าราชการทุกภาคส่วน เอกชน ธุรกิจเอกชนต้องช่วยกันด้วย หลาย ๆ ส่วน ถ้าเราช่วยกันคนละไม้คนละมือก็จะเร็วขึ้นบ รอรัฐอย่างเดียวไม่ไหว เพราะว่าเราต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ต้องช่วยกันแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ด้วยในเรื่องของการลงทุนขนาดใหญ่ รถไฟทางคู่ รถไฟไทย – จีน รถไฟฟ้า ถนนโทลเวย์ เราก็คงต้องเร่งทำ แต่มีข้อโต้แย้ง  มีคำคัดค้านมาตลอดเวลา วันนี้อยากจะเรียนว่า ไม่ใช่เวลาปกติ เราต้องเร่งดำเนินการ ขอฝากทำความเข้าใจด้วย ถ้าท่านจะโต้แย้ง แล้วก็ทำใหม่ทั้งหมด ทำแบบเดิม ๆ ก็เอาไว้ไปทำตอนเป็นประชาธิปไตยแล้วกัน จะได้ทำไม่ได้อยู่เหมือนเดิม เราคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม จะไม่ทันการณ์ ในเวลานี้เรากำลังปฏิรูปประเทศ กำลังเปลี่ยนผ่าน บางอย่างต้องเข้าใจด้วย  

การใช้จ่ายภาครัฐ เราก็ต้องทำผ่านส่วนราชการ ซึ่งยังคงมีข้อขัดข้อง ล่าช้าด้วยระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณ มีขั้นตอนจำนวนมาก บางอย่างตัดออกไม่ได้ เพราะเป็นผลทางกฎหมาย ถ้าประชาชนเข้าใจ ไม่มีปัญหา หลายคนมองว่า มีอำนาจพิเศษทำไมผมทำไม่ได้ แล้วผมไม่ต้องฟังเสียงคนส่วนใหญ่ด้วยหรือ ก็ต้องฟังไปพร้อม ๆ กัน ส่วนใหญ่ส่วนน้อย แต่ว่าถ้าจะให้ทำผมจะทำให้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบ จากเสียงส่วนใหญ่ว่าควรจะทำ ควรจะมีความเปลี่ยนแปลงบ้าง ควรจะมีการที่จะลดปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เหมือนเดิม การต่อต้านเหมือนเดิม การประท้วง การคัดค้าน แล้วจะแก้ไขอะไรได้บ้าง ก็กลับไปที่เก่าหมด

         เพราะฉะนั้น ถ้าอยากจะให้ผมใช้อำนาจที่ถูกต้องก็บอกผมมาว่า พร้อมที่จะให้ผมทำแบบนั้น แต่ผมก็รับรองว่า ผมจะไม่ทำในสิ่งที่ผิด จะทำให้ดีขึ้นถ้าจำเป็น อันนี้เราต้องระวัง อีกอันก็คือการตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ ในสื่อโซเชียล วันนี้กว้างขวางมากมาย ถูกบ้างผิดบ้าง ตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง และการปฏิบัติงานขององค์กรอิสระ ก็ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ขอฝากทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ถ้าหากว่าทุกคนทำหน้าที่ของตนแล้ว ขัดขวางกันไปทั้งหมดก็ไปไม่ได้ทั้งหมด หาสิ่งที่ถูกต้องแล้วทำไปด้วยกันไม่ดีกว่าหรือ การลงทุนในประเทศนั้นเกิดขึ้นไม่ทันเวลาในวันนี้มากนัก สาเหตุอาจเนื่องมาจากเศรษฐกิจของโลกด้วย ที่ผ่านมาในประเทศส่วนใหญ่ก็เป็นการลงทุนที่อาจจะไม่เกิดมูลค่ามากนัก ไม่เกิดสินค้าใหม่ ๆ ส่วนใหญ่เป็นการขยายกิจการในประเภทเดิม เลยทำให้รู้สึกว่า ขายสินค้าได้น้อย แข่งขันไม่ได้ กำลังซื้อตกเข้าไปอีก รัฐบาลกำลังปรับแก้ตรงนี้อยู่ 

         สิ่งเหล่านี้ อาจจะทำให้การจ้างงานเกิดปัญหา อาจจะมีการเลิกการประกอบการในธุรกิจที่ล้าสมัย หรือมีการย้ายฐานการลงทุนไปในประเทศที่มีสิทธิประโยชน์มากกว่า หรือมีค่าแรงน้อยกว่า ทำนองนี้ อีกทั้งต้องมีการแข่งขันการเรียกการลงทุนจากต่างปรเทศมากขึ้น เราต้องไปปรับแก้ไปด้วย ถ้าคิดแบบเดิม ๆ รักษาแบบเดิม ๆ ไม่ได้ทั้งหมด ต้องปรับแก้ค่อยเป็นค่อยไป ทั้งการลงทุนในประเทศ และการลงทุนต่างประเทศ ก็จะมีผลกับรายได้การจ้างงาน รัฐบาลทราบดี แต่ทั้งหมดนั้นเป็นปัญหาเชิงซ้อนที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหา ทั้งที่เป็นฟังก์ชั่นและการแก้ปัญหาแบบองค์รวม รัฐบาลได้พยายามมา 3 ปีแล้วในการที่จะแก้ไขให้ได้อย่างยั่งยืนจนประชาชนอาจจะรู้สึกว่าช้าเกินไป เราพยายามอย่างยิ่งยวดในการที่จะให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้ได้โดยเร็ว ขอให้เข้าใจและร่วมมือกันไปอีกระยะหนึ่ง

         สุดท้ายนี้ ผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ร่วมเป็นกำลังใจแก่ นักร้อง นักดนตรีตาบอด ในนาม “ศิลปิน S2S”(จากถนนสู่ดวงดาว) พร้อมด้วยศิลปิน AF (Academy Fantasia) ใน “ฟรี” คอนเสิร์ต S2S Light of Love ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 18.00 นาฬิกา เป็นต้นไป นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่สะท้อนถึงความเท่าเทียมในสังคม บนเวทีการแสดง ไม่ว่าจะเป็นนักร้องที่บกพร่องจากการมองเห็น หรือศิลปินชั้นนำ นักร้องอาชีพ ไม่ได้มีความเหลื่อมล้ำกันแต่อย่างใด เป็นเรื่องของความสามารถ ทักษะ และการฝึกฝน จนประสบความสำเร็จ โดยทุกท่านสามารถสำรองที่นั่งได้ ตามรายละเอียดด้านล่างของจอโทรทัศน์ (โทร 02354 3892 3 หรือ  www.dep.go.th)

         การดำเนินการนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการจัดระเบียบสังคม โดยควบคุมการขอทาน ซึ่งมีที่มาที่ไม่ปกติ ผิดกฎหมาย  แยกออกจากกลุ่มบุคคลที่แสดงความสามารถในที่สาธารณะ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่เป็นนักร้อง นักดนตรีคนตาบอด เพื่อนำพาเข้าสู่โครงการพัฒนาศักยภาพนักร้องนักดนตรีตาบอดในที่สาธารณะ หรือ S2S ตามที่กล่าวไปแล้ว เพื่อเตรียมไปสู่การเป็นนักร้องระดับอาชีพ ในสังกัดค่ายเพลงที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งการออกอัลบั้มเพลง หรือเล่นดนตรี เป็นต้น ขอเชิญชวนทุกคนไปให้กำลังใจกัน   

ขอบคุณครับ  ขอให้ทุกคน มีความสุข ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์  สวัสดีครับ

ที่มา : www.thaigov.go.th

Featured Videos

ทวีตล่าสุด

เวลาทำการ และที่อยู่

เวลาไทย / เวลาสหรัฐฯ

24-Oct-201724-Oct-2017

  • Today Visit: 2,225
  • Total Visit: 2,476,231
ตั้งแต่ 7 มิถุนายน 2015