ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 14 กรกฎาคม 2560


พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2560 เวลา 20.15 น.

 

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงมีความห่วงใยต่อพสกนิกร ในการเตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ โดยเฉพาะในสัปดาห์หน้า ที่กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า จะมีฝนตกอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ สำหรับในพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ข้าราชการในพระองค์ ร่วมกับหน่วยราชการในเขตพื้นที่ และประชาชนจิตอาสา  ดำเนินการเก็บผักตบชวาและวัชพืชที่มีอยู่อย่างหนาแน่น รวมทั้งขยะมูลฝอยต่าง ๆ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมขังและเพื่อเปิดช่องทางระบายน้ำให้แก่ลำคลองสาขาต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร มาอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้ว  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
ในการนี้เพื่อเป็นการสืบสานพระราชดำริ ซึ่งรัฐบาลและ คสช. ได้ขอรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม ดำเนินการจัดหาพื้นที่กักเก็บน้ำ ทำทางระบายน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำ สำหรับใช้ประโยชน์ร่วมกันทั่วประเทศ ได้จัดให้มี “โครงการจิตอาสาประชารัฐพัฒนาแหล่งน้ำ” เพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชน ได้ประสานความร่วมมือช่วยกันฟื้นฟูแหล่งน้ำ ขุดลอกคูคลอง  ขยายแหล่งน้ำ กำจัดวัชพืช และรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันเก็บขยะตามแหล่งน้ำ ให้สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันอุทกภัยและปัญหาสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดให้มีกิจกรรมต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 ในส่วนกรุงเทพมหานคร ทั้ง 50 เขต จะมีการดำเนินการในลักษณะ “Big Cleaning Day” ระหว่างวันที่ 25 ถึง 27 กรกฎาคมนี้ โดยจะร่วมมือกับกองทัพ อาสาสมัคร และจิตอาสาด้วย รวมทั้งในพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ อำเภอละ 1 แห่ง จะมีการจัดกิจกรรมขึ้นระหว่างวันที่ 29 ถึง 31 กรกฎาคมนี้ โดยกระทรวง มหาดไทย เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินกิจกรรมกำจัดขยะ สิ่งกีดขวางการระบายน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง หรือแม่น้ำสายหลัก
ระยะที่ 2 จะมีการขุดสระน้ำขนาดเล็ก  หลุมขนมครก เพื่อเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำ สำหรับใช้ในการเกษตร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมมือกับภาคเอกชน และประชาชน
ระยะที่ 3 จะเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำ ทางระบายน้ำ ในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อย่างน้อยอำเภอละ 1 แห่งใน 76 จังหวัด โดยให้ดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม ถึง กันยายน 2560 กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพหลัก
และระยะที่ 4 เป็นการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันในชุมชนหรือตามการร้องขอของประชาชน ดำเนินการภายในเดือนกันยายนนี้
ผมขอเรียนเชิญชวนพี่น้องประชาชนและทุกภาคส่วน ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวตามวันและเวลาที่ทางราชการกำหนด  ช่วยกันคนละไม้ คนละมือ  ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อบ้านเรา เมืองเรา และตัวท่านเอง ผู้ที่ทิ้งขยะก็ต้องคิดก่อนทิ้ง อย่าไปเพิ่มภาระ และการทำงานเช่นนี้จะทำต่อไปเรื่อย  ๆ ทุกเดือน ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป เพื่อสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ด้วย
สำหรับฤดูฝนนี้ นับเป็นการเริ่มต้นฤดูการผลิตปี 2560 ถึง 2561  ซึ่งรัฐบาลมีแผนที่จะสนับสนุน      พี่น้องเกษตรกร ให้ทำการผลิตและดำเนินการตลาดข้าวแบบครบวงจร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องการวางรากฐานการปฏิรูปการเกษตร ประกอบด้วย โครงการแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ศพก. เกษตรทฤษฎีใหม่ และโครงการ 9101 ตามรอยพ่อ ทั้งนี้ เพื่อจะดูแลให้เกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคง มีการวางแผนการผลิตล่วงหน้า สามารถลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง-น้ำท่วม หรือจากราคาข้าวที่ผันผวน ไปปลูกพืชทดแทนอื่น ๆ รวมทั้งเพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้น จากการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ข้าวอินทรีย์ และมีการเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ซึ่งการผลิตและการตลาดข้าวแบบครบวงจรนี้ จะประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
ส่วนแรก มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตข้าว ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณให้เริ่มดำเนินการได้แล้วตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมีทั้งโครงการส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี โครงการส่งเสริมระบบเกษตรแปลงใหญ่ และโครงการผลิตข้าวอินทรีย์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การผลิตข้าวของชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้
ส่วนที่สอง ได้แก่ การลดพื้นที่ปลูกข้าวสารถาวร ไม่ให้มีหนี้สินอีกต่อไป ไม่ใช่ห้ามปลูก ควรจะปลูกไว้แต่พอกิน ไม่ใช่ปลูกเพื่อขาย เพราะว่าถ้าหากว่าไม่มีคุณภาพ ราคาก็ตก ต้องลด Supply ลงบ้าง เพราะว่าการลดรอบการปลูกข้าว หรือลดพื้นที่นาปรังลงในพื้นที่ที่ไม่ได้ผล ไม่มีคุณภาพ อาจจะทำให้มีรายได้สูงขึ้นโดยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณสำหรับการดำเนินงาน ซึ่งถือเป็นอีกด้านของการวางแผนการผลิตข้าวแบบครบวงจร โดยในส่วนนี้รัฐบาลได้วางแผนให้มีโครงการเพื่อสนับสนุนทั้งสิ้น 3 โครงการ โดยมีเป้าหมาย เป็นพื้นที่ 1.23 ล้านไร่ ในวงเงินงบประมาณ 4,900 ล้านบาทดังต่อไปนี้
โครงการแรกคือ โครงการปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว โดยกรมปศุสัตว์ มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนการปลูกข้าว สำหรับจำหน่ายและใช้เลี้ยงปศุสัตว์ของตนเอง โดยมีเป้าหมาย 77 จังหวัด คิดเป็นพื้นที่ 630,000 ไร่ วงเงินงบประมาณ 3,800 ล้านบาท เป็นการสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตพืชอาหารสัตว์ ไร่ละ 6,000 บาท กำหนดครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ซึ่งจะเป็นการแบ่งจ่าย 3 ปี ๆ ละ 2,000 บาท นอกจากนี้ จะมีการถ่ายทอดความรู้การปลูกพืชอาหารสัตว์ ตลอดจนให้คำแนะนำด้านการจำหน่าย เพื่อสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรได้อย่างครบวงจรอีกด้วย
โครงการที่สองคือ โครงการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อลดรอบการทำนา และให้ชาวนาได้เรียนรู้การเพาะปลูกพืชอื่น รวมทั้งสร้างรายได้ที่สูงกว่าการปลูกข้าว เป้าหมาย 53 จังหวัดในพื้นที่ 400,000 ไร่ วงเงินงบประมาณ 865 ล้านบาท เพื่อใช้สนับสนุนการปลูกพืชทดแทนไร่ละ 2,000 บาทกำหนดครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ รวมทั้งการถ่ายทอดความรู้การผลิตพืชทดแทนให้แก่ชาวนาควบคู่ไปด้วย
โครงการที่สามคือ โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด ฤดูนาปรัง ปี 2561 โดยกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อลดอุปทานข้าวเปลือก โดยการปลูกพืชปุ๋ยสดทดแทนในนาข้าว และเพิ่มประสิทธิภาพการปรับปรุงบำรุงดินและตัดวงจรศัตรูพืช ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมาย 22 จังหวัด คิดเป็น 200,000 ไร่ วงเงินงบประมาณ 230 ล้านบาท ในการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ยสด ค่าไถเตรียมดิน และค่าไถกลบไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ซึ่งก็จะมีการถ่ายทอดความรู้การปลูกพืชปุ๋ยสดให้แก่ชาวนาเช่นกัน
ทั้งนี้ ผมหวังว่าการแก้ไขปัญหาและสนับสนุนการเพาะปลูกแบบครบวงจร ให้กับพี่น้องประชาชนครั้งนี้ จะช่วยปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกของประเทศไทย ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศในระยะยาวได้ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงทางรายได้ที่ยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรและลูกหลานต่อไป  สำหรับพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ ทั้ง 6 ประเภทนั้น เราควรต้องมาทบทวนกันใหม่แล้วว่าปัญหาสำคัญอยู่ที่ใด
(1) มีการปลูกเกินความต้องการของตลาด มีการปลูกในพื้นที่บุกรุก ผิดกฎหมายหรือไม่
(2)  มีการลงทุนเสียหายหลายครั้ง จากน้ำท่วม ฝนแล้ง คุณภาพดิน พื้นที่ไม่เหมาะสมกับกาเพาะปลูกพืชบางชนิด หรือไม่
(3) มีความต้องการทำให้ราคาสูงขึ้น ซึ่งเป็นความเดือดร้อนของเกษตรกรที่รัฐบาลเข้าใจดี แต่เราต้องคำนึงถึงประเด็นอื่น ๆ ด้วย เช่น พันธะสัญญาระหว่างประเทศ ตลาดร่วม ตลาดค้าโลก หรือระบบการค้าเสรี ที่นอกเหนือการควบคุม ทำให้เราไม่สามารถจะกำหนดราคาเองได้มากนัก
เว้นแต่เราจะสามารถสร้างความแตกต่างในผลผลิตของเราให้ได้ มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์ แข่งขันราคาได้ หรือไม่ อย่างไร เราจึงต้องมาดูเรื่องเกษตรอินทรีย์ นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา การผลิตเอง ใช้เอง และส่งออก การสร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าการขายที่เน้นปริมาณ หรือขายในลักษณะเป็นวัตถุดิบ เหล่านี้เป็นต้น
ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ หากเราไม่เข้าใจ ไม่ทบทวนตัวเอง หรือได้รับข้อมูลที่ผิดพลาด ก็อาจจะมีผลทางจิตวิทยา และความเชื่อมั่นในทางลบ กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลและ คสช. เพิกเฉยไม่ดูแล ไม่ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับรัฐบาลนี้ ไม่อยากให้มาซ้ำเติมปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งมีความทุกข์ร้อนใจอยู่มากมายอยู่แล้วในขณะนี้ ขอให้ทุกคนได้เข้าใจให้ตรงกัน ร่วมมือแก้ไขกันตั้งแต่ต้นทาง (เกษตรกร การผลิต)  กลางทาง (การแปรรูป สร้างนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่ม) และปลายทาง คือการตลาด การจับคู่ธุรกิจ ทั้งภายในและนอกประเทศ เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น ปัญหาการบุกรุกป่า 1.6 ล้านไร่  ไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้านเศรษฐกิจ คือมีปริมาณการผลิตที่เกินความต้องการตลาด อย่างไร้การควบคุม ทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตามกลไกตลาด ส่งผลต่อปัญหาด้านสังคมและความมั่นคงตามมาอีกด้วย ทั้งนี้ ที่ตรวจสอบพบเป็นการบุกรุกปลูกข้าวโพด 9 แสนกว่าไร่ ในปีนี้ได้ทวงคืนได้แล้วประมาณ 4 หมื่นกว่าไร่ จากเป้าหมาย 8 หมื่นไร่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย ผลที่ได้นี้ ถือว่าน่าพอใจ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยทำ ปล่อยปละละเลย แต่หากเราทำได้ในอัตราดังกล่าว คงจะต้องใช้เวลาในการทวงผืนป่าที่บุกรุกคืนนับ 10 ปี แบบนี้ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไขแบบเบ็ดเสร็จ ในระยะเวลาอันใกล้ เพราะหากเราควบคุมปริมาณการผลิต  จากการบุกรุกไม่ได้ ก็คงแก้ปัญหาที่ต้นทางได้ไม่เรียบร้อย ปัญหาที่ปลายทาง ก็คือเรื่องปริมาณและราคา ยังคงวนเวียนอยู่ทุก ๆ ปี ซึ่งรัฐบาลและ คสช. ก็ไม่ได้ละความพยายาม ใช้ทั้งหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในการแก้ปัญหาในเรื่องของการบุกรุกดังกล่าว  เราจะต้องดูแลคนเหล่านั้นด้วย นำคนออกมาหาที่ทำกินในพื้นที่ถูกกฎหมาย หางาน สร้างอาชีพ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่อยากจะเปลี่ยน แปลงตัวเอง เราจำเป็นต้องใช้มาตรการอื่น ๆ ด้วย คู่ขนานเสริมกันไป เช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืช การใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน เป็นต้น ไม่อยากให้ใครหยิบฉวยไปเป็นประเด็นทางการเมือง หรือขับเคลื่อนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองในอนาคต บนความทุกข์ใจของประชาชนอีกต่อไป
ตัวอย่างการแก้ปัญหา Demand  Supply คือการผลิตและความต้องการ ที่ไม่สมดุล เราจะต้องมีการจัดพื้นที่ให้เหมาะสมนั้น สำหรับบางผลผลิตที่มีความคุ้มค่า ขายได้ราคา ตรงความต้องการของตลาด เราควรจะใช้พื้นที่ที่ ดีที่สุด มีน้ำเพียงพอ ไม่ท่วม ไม่แล้ง แล้วดินดี เพื่อการปลูกข้าวพันธุ์ ดีที่สุด หรือพืชชนิดอื่นที่ดีที่สุดเช่นกันเพื่อสำหรับขาย หรือส่งออก ในราคาสูง ส่วนพื้นที่ไม่ดีเท่าที่ควร ให้ผลผลิตน้อย ไม่ควรปลูกในปริมาณมาก ควรปลูกไว้กินเองข้าว ถ้าปลูกทุกพื้นที่ก็คุณภาพไม่ได้ ที่ปลูกไม่ได้ผลดีก็ไปปลูกอย่างอื่นอาจจะเปลี่ยนเป็นผลไม้บ้าง ทำปศุสัตว์บ้าง ปลูก พืชพลังงาน พืชผัก ตามที่หน่วยงานราชการแนะนำ ให้เหมาะสมกับน้ำ พื้นดินที่เรามีอยู่ ราคาก็จะดีขึ้นเอง ปัจจุบันเราก็นำเอาเทคโนโลยี “Agri map”  เข้ามาช่วยด้วย แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีธรรมาภิบาล ไม่เคยคิดถึงผลสัมฤทธิ์ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ไม่สนใจผลประโยชน์ส่วนรวม ดูแลแต่ผลประโยชน์ส่วนตน เป็นใหญ่ มีทั้งการบุกรุกพื้นที่ป่า มีการปล่อยปละละเลย มีการใช้น้ำมากเกินไป จนเกิดผลกระทบภาคการผลิตอื่น ๆ มีการเรียกร้องหลายอย่าง ผลผลิตก็ไม่มีคุณภาพ เป็นปัญหาต่อเนื่อง  ลักษณะเช่นนี้ วันนี้เราคงปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ต้องขออภัยประชาชนด้วย พี่น้องเกษตรกร ท่านต้องเข้าใจ ไม่เข้าใจก็เป็นแบบเดิม เรียกร้องก็ไม่ได้อะไรดีขึ้น ถ้าเราไม่ร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้ เพราะมีผลกระทบคนอื่นไปด้วย รัฐบาลแก้ไขไม่ได้ทั้งหมด ในการนี้ประเทศไทยถือว่าเป็นความโชคดี ที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงพระราชทานแนวทางศาสตร์พระราชาไว้มากมาย และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโประกระหม่อมให้ทำต่อเนื่อง ไปในรัชกาลปัจจุบัน ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้มากที่สุด

พี่น้องประชาชนที่รัก
การประยุกต์ใช้ “ศาสตร์พระราชา” นั้น เป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง ในระยะที่ประเทศไทยกำลังพยายามจะเปลี่ยนผ่าน ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ประชาชนมีความสุข เราต้องสร้างความสมดุลในการใช้พื้นที่ ใช้ทรัพยากร ให้สมดุลกับการพัฒนาด้านอื่น ๆ ทั้งเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม ทั้งการพัฒนาด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกอย่างจะต้องเกื้อกูลต่อกัน ไม่กระทบซึ่งกันและกัน เราต้องเริ่มจากการพัฒนาจากภายใน จากภายในของเรากันเอง สร้างความเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถ เติมเต็มไปด้วยการพัฒนาที่มาจากภายนอก เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่ให้เกิดขึ้น โดยหลักการที่ว่า มีเหตุมีผล พอประมาณ มีภูมิคุ้มกันที่ดี ทุกอย่างจึงจะยั่งยืน
สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญ ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา ได้แก่
(1) ความมั่นคง ความมีเสถียรภาพของประเทศนะครับ อย่างเช่นในปัจจุบัน
(2) ความสงบสุขของสังคม และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
(3) ความเชื่อมโยงกันเป็น “ห่วงโซ่มูลค่า” ทางเศรษฐกิจทั้งในระดับฐานราก  ปานกลาง และสูง จะต้องเกื้อกูลต่อกัน อย่าบอกว่าเอื้อประโยชน์ หรือผูกขาดอะไรทำนองนี้ เพราะเป็นกลไกของการค้าเสรี เพราะฉะนั้น เราทำอย่างไรให้เชื่อมโยงกันให้ได้ กระจายรายได้กันให้ได้สัดส่วนที่เป็นธรรมนะครับ ในเรื่องของรายได้ก็ขอร้องภาคธุรกิจเอกชนด้วย
(4) การพัฒนาทางกายภาพ ด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ  ซึ่งสิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้ จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และดึงดูดการลงทุนในอนาคต และ
(5) การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ด้วยการศึกษา ได้แก่ การสร้างคนรุ่นใหม่ ในทุกกิจกรรม ทุกกลุ่ม ทั้งที่จะต้องทำงาน ทั้งใน 1.0, 2.0, 3.0 และ 4.0 เราจะต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน เกื้อกูลกัน อยู่ร่วมกันให้ได้ เราต้องคำนึงถึง ทั้งหลักวิชาการ และหลักในการปฏิบัติงานให้ได้จริง เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในอนาคตตามยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ
ดังนั้น การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ด้วยศาสตร์พระราชานั้น เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องเข้าใจถึงแก่นแท้ของยุทธศาสตร์การพัฒนาก่อน คือคำว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ว่าเราต้อง “เข้าใจ” ถึงอะไร เข้าใจทั้งคน เข้าใจทั้งพื้นที่ เข้าใจถึงปัญหา ความเป็นอยู่  ความคิด อัตตาลักษณ์เข้าใจทั้ง ต้องเข้าใจซึ่งกันและกันด้วย “การเข้าถึง” คือการรู้ในรายละเอียดของและต้นตอของปัญหาอย่างถ่องแท้ ทั้งปัจจัยภายใน ภายนอก ต้องสามารถแสวงหาวิธีการแก้ไข และนำไปสู่การขับเคลื่อนได้อย่างไร เราจะแปลงไปสู่การ “พัฒนา” ที่มีแบบแผน ที่ปฏิบัติได้จริงและประชาชนสมัครใจเข้าร่วมด้วย โดยสามารถกำหนดได้ว่า เราจะแก้ไขและพัฒนาได้มาก น้อยเพียงไร ตามกิจกรรมที่เรากำหนดไว้ ซึ่งต้องไม่ลืมหลักการสำคัญอีก 2  ประการคือ
(1) การให้ความรู้ โดยเพิ่มกระบวนการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจ เกิดหลักคิด หลักการทำงานร่วมกัน–บูรณาการกัน ระหว่างผู้มีส่วนได้ – ส่วนเสียทั้งหมด  ทุกภาคส่วน
(2) การจัดสรรงบประมาณ ลงพื้นที่ ตามแผนงาน โครงการที่ครอบคลุม ทั้งในระดับฐานราก ชุมชน จังหวัด กลุ่มจังหวัดและภาค ที่จะต้องดำเนินการให้สอดคล้อง เชื่อมโยง เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ขัดแย้งกัน ก็จะทำให้เกิด “ห่วงโซ่มูลค่า” แก่ทุกกลุ่มเป้าหมาย ทุกสาขาอาชีพ และทุกภาคการผลิต
ทั้งนี้ สิ่งแรก ๆ ที่จะต้องทำ คือ การจัดกลุ่มงานให้เป็นหมวดหมู่ เป็นคลัสเตอร์ เช่น กลุ่มเกษตร กลุ่มอุตสาหกรรม ค้าขาย อิสระ และอื่น ๆ นั้น จะทำอย่างไร เราต้องพิจารณาให้เหมาะสมในแต่ละกลุ่ม เพื่อจะให้ได้รับประโยชน์จากแผนงาน โครงการนั้น ๆ ที่มีการใช้จ่ายงบประมาณลงไป เพราะว่าหากไม่เข้าใจหลักการทั้ง 2 ข้อกล่าวมาแล้ว การทำงานก็ไม่เกิดประสิทธิผล รายได้ก็ไม่กระจายไปสู่ทุกภาคส่วนนะครับ ไม่ทั่วถึง ไม่เท่าเทียม เช่นเดิม
การพัฒนาใด ๆ ก็ตาม จำต้องคำนึงถึงศักยภาพของประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญด้วย  โดยมีข้อพิจารณาสำคัญ ตามศักยภาพของพื้นที่เป้าหมาย ทั้งกลุ่มจังหวัด  จังหวัด  ท้องถิ่น  ชุมชน ดังนี้
(1) พื้นที่ของเรานั้นทั้งประเทศมีความเหลื่อมล้ำมาก บางส่วน ประเภทที่ 1 มีความเร่งด่วนอันดับแรก ในการเสริมสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ ทั้งถนนหนทาง น้ำ  ไฟฟ้า  โทรศัพท์พื้นฐาน  อินเทอร์เน็ต เป็นต้น ให้อยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และการประกอบอาชีพก่อน เพื่อสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ให้เกิดการติดต่อค้าขาย สัญจรไปมา ตลาดชุมชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมอื่น ๆ ตามมาจนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด
(2) พื้นที่ที่พอมีศักยภาพอยู่แล้ว เราเพียงเข้าไปต่อยอด ส่งเสริมขีดความสามารถด้วยความรู้ ด้วยนวัตกรรม ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ชุมชน เช่น OTOP ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือปราชญ์ชาวบ้าน โดยหน่วยงานราชการ รัฐบาล ต้องแสวงหาความร่วมมือ และอำนวยความสะดวก ในการสร้างกลไกประชารัฐในแต่ละท้องถิ่น   เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนา ตั้งแต่ “ต้นทาง  กลางทาง ปลายทาง”ตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อเป็นการกระจายรายได้
(3) เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเพียงพอ มีความสมบูรณ์ทางกายภาพอยู่แล้ว เราจะพิจารณาจากที่มีรายได้สูง พร้อมรองรับการขยายตัว อย่างเช่นพื้นที่อินทรีย์เหล่านี้ เป็นต้น การพัฒนาในทุกกิจกรรม ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีแผนงาน โครงการลงไป ทั้งนี้ เพื่อจะผลักดันการพัฒนาไปสู่ระดับสูงสุด และเพื่อสร้างการเชื่อมโยงที่เกื้อกูลการพัฒนาในพื้นที่โดยรอบ ใกล้เคียง ไปพร้อม ๆ กันด้วย  อาทิ การขยายข่ายถนน  รถไฟฟ้า  รถราง  อุโมงค์  สะพาน  ท่าเรือ  ท่าอากาศยาน
ทั้งนี้ หากเราสามารถแยกกลุ่มเป้าหมายที่เป็นพื้นที่จัดทำกิจกรรมให้เป็นหมวดหมู่ เป็นคลัสเตอร์ได้อย่างชัดเจน  เราก็จะสามารถที่จะเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ที่เกื้อหนุนกันได้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ก็เหมือนกับการปลูกป่า ที่ย่อมประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้ต่าง ๆ นานาทั้งไม้ยืนต้น ไม้เถา ไม้เลื้อย ไปจนถึงพืชคลุมดิน ซึ่งต่างมีความสัมพันธ์ ซึ่งกันและกัน ตามธรรมชาติ  อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแนวความคิดในการบริหารงบประมาณยังคงไม่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มที่ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ยั่งยืน เพราะเราจะหวังพึ่งเพียง “งบฟังก์ชั่น” ของแต่ละหน่วยงาน ที่ลงไปในพื้นที่ เพียงเท่านั้น ก็จะไม่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ อย่างที่ผมกล่าวไปแล้ว และก็ไม่สามารถสร้างความเชื่อมโยงกัน ในต่างพื้นที่ได้  อย่างที่มี 3 ประเภท  เราจำเป็นต้องเชื่อมโยงเหล่านั้นเข้าด้วยกัน รัฐบาลนี้จึงจัดให้มีงบในการบูรณาการ  ทั้งในมิติกิจกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมโยง  เพิ่มมูลค่า  ส่งเสริมนวัตกรรม และในมิติพื้นที่ด้วย  ตั้งแต่ระดับภาค  กลุ่มจังหวัด  จังหวัด  ชุมชน  จนถึงฐานรากด้วย
ตัวอย่าง การขับเคลื่อนของกระทรวงพาณิชย์  ที่ต้องทำ “งานฟังก์ชั่น” ของกระทรวง และ “งานบูรณาการ” กับกระทรวงอื่น ๆ  ในการดูแลเศรษฐกิจฐานราก ได้แก่  การช่วยเหลือเกษตรกร ด้านการตลาด  ธุรกิจ SMEs สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกร ร่วมกับกระทรวงเกษตรไปด้วย เพราะเกษตรคือต้นทาง พาณิชย์คือกลางทาง และจัดหาตลาดคือปลายทาง  เราก็จะมีกลไก “ประชารัฐ” ในการช่วยขับเคลื่อน “เศรษฐกิจชุมชน” ตามนโยบายรัฐบาลไปด้วย เพื่อให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็ง “อย่างยั่งยืน” ของประชาชน  มากกว่าที่จะเรียกร้องแต่เพียงอย่างเดียว

เราจะต้องให้การสนับสนุนโครงสร้างทางการค้าให้เอื้อต่อความเจริญเติบโตของท้องถิ่นแก่ผู้ประกอบการ ให้มีความรู้ในการบริหารจัดการ และมีการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นของตนเอง ซึ่งก็จะเป็นการส่งเสริมกลไกพาณิชย์จังหวัด เชื่อมโยงการพัฒนาต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจกลุ่มจังหวัด และอยู่ในกรอบของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ อีกด้วย   ถ้าแต่ละกระทรวงทำแต่ของตัวเอง ก็ไม่สามารถจะไปบูรณาการกันได้ แล้วก็จะเกิดผลผลิตออกมาหรือผลงานออกมาที่ไม่เป็นรูปธรรมนัก  ไม่มีประสิทธิผลในหลาย ๆ ด้าน
วันนี้ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการอยู่ อาทิ การจัดตั้งพาณิชย์ภูมิภาค ทั้ง 6 ภูมิภาคให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ซึ่งจะช่วยยกระดับผู้ประกอบการฐานรากและกลุ่มธุรกิจ SMEs Start-up ทุกระดับให้สามารถเพิ่มโอกาสช่องทางทางการตลาดและการขยายธุรกิจ  การส่งเสริมและพัฒนาตลาดกลาง ตลาดประชารัฐเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคเอง และรองรับการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึง ประเทศอื่น ๆ ผ่าน “การจับคู่ทางธุรกิจ” และมีการเชื่อมโยง และขยายช่องทางการตลาด  ให้กับเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ในการจำหน่ายผลผลิต และผลิตภัณฑ์แปรรูป ผ่านช่องทางตลาดต้องชม ศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet) และ ตลาดเฉพาะสินค้า (Magnet Market) เป็นต้น

พี่น้องประชาชนที่เคารพรัก
ถ้าท่านติดตามรายการ“ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ในปัจจุบัน และ รายการ “”คืนความสุขให้คนในชาติ” รวมทั้ง รายการ “เดินหน้าประเทศไทย”  และอื่น ๆ ของทางรัฐบาลและ คสช. มาอย่างต่อเนื่อง ท่านลองทบทวนดูว่าที่ผ่านมา มีรัฐบาลใดมาพูดถึงเรื่องต่าง ๆ ในหลาย ๆ กิจกรรม ทุกกิจกรรม ให้ฟังมากมาย ทั้งการแก้ปัญหา ทั้งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปในปัจจุบัน  แล้วไปสู่อนาคต ทุกคนจะต้องคาดหวังร่วมกัน  รัฐบาลนี้ที่พูด ชี้แจง หวังแต่เพียงให้เข้าใจ ร่วมมือ ไม่ต้องการจะมาบิดเบือน หรือไปให้ร้ายใครทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ก็มีฝ่ายบิดเบือน สร้างความไม่เข้าใจอีกต่อไป ขอให้ประชาชนช่วยทบทวนดูด้วย ลองติดตามดู ก็จะทราบถึงเจตนาของรัฐบาล คสช.นี้ ที่ต้องการจะมอบความรู้ สร้างความเข้าใจและ แสวงหาความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน ในรูปแบบ “ประชารัฐ”  อย่าแบ่งแยกแบ่งฝ่ายกันต่อไปอีกเลย  โดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตลอดไป ผมมั่นใจว่าปัจจุบันคนไทยรู้จักคำศัพท์ใหม่ ๆ และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เป็นอย่างดี ไม่มากก็น้อย อาทิ ยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูป ประชารัฐ เศรษฐกิจฐานราก การบูรณาการ “งาน – คน – เงิน” ไทยแลนด์ 4.0 รวมถึง 1.0, 2.0 และ 3.0 Smart Farmer ตลาดชุมชน – ตลาด Online การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การสร้างมูลค่าเพิ่ม ห่วงโซ่มูลค่า การพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และ EEC ความมั่นคงทางพลังงาน มหาอำนาจทางอาหาร บริการ การท่องเที่ยวศูนย์กลางทางภูมิภาคอาเซียน ไทยแลนด์+อาเซียน+1 Stronger together การเข้มแข็งไปด้วยกันและ Not let anyone behind โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และที่สำคัญที่สุด คือหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สอดคล้องกับหลักการขององค์การสหประชาชาติ หรือ “SEP for SDG” ด้วย
ทั้งนี้ ผมกำลังจะพูดถึง “ช่องทางการสื่อสาร” ของหน่วยงานภาครัฐ ที่รัฐบาลมีความพยายามอย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนาทั้งรูปแบบ ทั้งวิธีการ หรืออะไรก็ตาม เพื่อ “เข้าถึง” ประชาชนทุกกลุ่ม หรือให้พี่น้องประชาชนทั้งหมดของประเทศ ได้รับทราบข่าวสารของทางราชการ บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ต้องไปพึ่งพาช่องทางอื่น ที่อาจไม่ใช่ “คำตอบที่ดีที่สุด” หรือ “คำตอบสุดท้าย” ของสังคม โดยการศึกษาจากผลโพล ผลการประเมิน หรือคำติชมต่าง ๆ ผมก็รับฟังทุกค่าย เพื่อนำมาปรับปรุง “การประชาสัมพันธ์ภาครัฐ”  อาทิ
(1) สวนดุสิตโพล มีผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เกี่ยวกับการรับรู้ผลงานของรัฐบาล ก่อนแถลงผลงานรอบ 3 ปี ว่าประชาชน 54% พอรับรู้อยู่บ้าง จากสื่อต่าง ๆ 20% รับรู้อย่างดี เพราะติดตามข่าวรัฐบาล และรายการของนายกรัฐมนตรีและ 8% ไม่รับรู้เลย ไม่สนใจ เป็นต้น
(2) ข้อมูลจากการศึกษาของ TNS ระบุว่า คนไทยที่เข้าชมยูทูปมากกว่า 71% เข้ามาดูมากกว่า 1 ครั้งในแต่ละวัน โดย 90% เข้าใช้งานทุกวัน และ 61% ใช้เวลากับยูทูปมากกว่าทีวี  คนไทยใช้ออนไลน์รวม 8.3 ชั่วโมงต่อวัน ถือว่ามาก เป็นการใช้ผ่านมือถือ 4 ชั่วโมง ใช้เวลาดูทีวี 2.3 ชั่วโมง เหล่านี้ เป็นต้น
(3) รูปแบบสื่อ และโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ที่จะได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันจะมีลักษณะ เน้นการเล่าเรื่องราวมากกว่าขายของ เสริมด้วยเพลง ดนตรี และการใช้ผู้มีชื่อเสียง ดารา หรือผู้นำทางความคิด เป็นผู้นำเสนอ เป็นต้น
ที่กล่าวมานั้น เป็นตัวอย่างข้อมูลที่เป็นโจทย์ให้งานประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล จำเป็นต้องปรับตัว เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึงและดีที่สุด ปัจจุบันนอกจากช่องทางสื่อสารเดิมที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว รัฐบาลได้สร้างกลไกการประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมอีก อาทิ
(1) เครือข่าย ID-IA-IRChat ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงสื่อทุกประเภทของกรมประชาสัมพันธ์ ที่มีทั้งวิทยุ  โทรทัศน์  สื่อออนไลน์ กับโฆษกรัฐบาล โฆษกกระทรวง องค์กรมหาชน และรัฐวิสาหกิจ ในการตอบประเด็นปัญหาสังคมทุกเรื่อง ทุกมิติ ที่เน้นความถูกต้อง  ทันเวลา ภายใน 1 วัน หรือเร็วที่สุด โดยมีสํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) สนับสนุนในการปฏิบัติ  ปัจจุบัน ได้เปิดให้บริการ Facebook ชื่อ “PAGE IR” เพื่อนำคำตอบ การไขข้อข้องใจ  และรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนโดยตรง เพิ่มเติมจากการสื่อสารผ่านเครือข่ายสื่อมวลชน ทุกแขนง  จะได้เป็น “การสื่อสาร 2 ทาง” ผมก็หวังว่า จะเป็นแหล่งข้อมูลให้สื่อโซเชียล  สื่อกระแสหลัก สามารถนำไปใช้อ้างอิง ขยายผล และลดความเข้าใจผิด ลดความขัดแย้งในสังคมได้ ในอนาคตด้วย อย่าไปเพิ่มมากกว่าเดิมก็แล้วกัน
(2) เครือข่ายวิทยุกระจายเสียง หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน ขอความร่วมมือ โดยกรมประชาสัมพันธ์ กสทช. และกระทรวงมหาดไทย จะทำงานร่วมกัน  นอกจากการนำประเด็นใน IR Chat ดังกล่าวไปขยายผลให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ในแต่ละพื้นที่ อย่างปัจจุบันทันด่วนแล้ว ยังเป็นกลไกในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล ซึ่งบางครั้งก็เป็นเรื่องยาก แต่เล่าข่าวโดยคนในท้องถิ่น ด้วยภาษาถิ่น ก็จะทำให้เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น
สำหรับการสื่อสารกันเองในหน่วยงานราชการ ผมเน้นการสร้างความเข้าใจให้กับข้าราชการทุกคน ทุกกระทรวง ทุกระดับ ในนโยบายต่าง ๆ เพื่อการนำไปสู่การปฏิบัติ จะต้องไม่มีอุปสรรค และต้องสามารถทำความเข้าใจพี่น้องประชาชนได้อย่างชัดเจน  ได้สั่งการให้รัฐมนตรีและปลัดกระทรวง อธิบดีต่าง ๆ ได้เน้นย้ำให้ “ผู้บริหาร” ลงพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจกับ “ผู้ปฏิบัติ” และประชาชนโดยตรง เลี่ยงการทำงานบนโต๊ะ เน้นการชี้แจง การสร้างการรับรู้ ให้มากที่สุด ให้ถี่ ให้ถึงทุกพื้นที่ ข้าราชการระดับล่างจะได้มีกำลังใจด้วย
ทั้งนี้ ข่าวสารสำคัญในช่วงนี้คือ ภารกิจ “การสร้างความปรองดอง”  ที่ทุกคนอยากทราบของรัฐบาลและ คสช. ผมอยากให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบความคืบหน้า และเชิญชวนให้มีส่วนร่วมคือ คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ของ ป.ย.ป. จะจัด “เวทีสาธารณะ” เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศอีกครั้ง ช่วงสัปดาห์หน้า วันที่ 17 – 20 กรกฎาคมนี้  รายละเอียด วัน  เวลา  และสถานที่ ตามหน้าจอ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการรับฟังความคิดเห็น  ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน รวมทั้งจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ด้วย แล้วจะนำมาจัดทำ “ร่างสัญญาประชาคม”  พี่น้องประชาชนที่สนใจก็ติดตามความคืบหน้าต่างๆ สามารถหาข้อมูลได้โดยตรงจาก Facebook ชื่อ “ปรองดองเป็นของประชาชน” โดยเวทีสาธารณะในครั้งนี้ นอกจากต้องการสร้างความตระหนักรู้แล้ว ยังจะเปิดรับฟังความเห็นเพิ่มเติมอีกด้วย ก่อนที่จะนำมาจัดทำเป็น “สัญญาประชาคม ฉบับสมบูรณ์” ผมได้สั่งการไปแล้วในสัญญาฉบับประชาคมนั้น จะต้องมีแนวทางในการปฏิบัติด้วย ไม่เช่นนั้นจะมีเฉพาะในเรื่องของนามธรรม ต้องมีอะไรที่จะร่วมมือกันบ้าง เช่น การปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ขัดแย้ง ไม่มีการใช้อาวุธ อะไรต่าง ๆ ทำนองนี้แนบไปกับสัญญาประชาคมด้วย ถ้าเซ็นต์กันแล้วก็ต้องไม่เกิดความวุ่นวายสับสนอลม่านเมื่อเช่นที่ผ่านมาก่อนปี 57  และเราจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการต่อไป ทั้งนี้ เป็นเสมือนการกระตุ้นจิตสำนึกความเป็นไทย ความรักชาติ และสัญญาทางใจว่า เราจะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างไร เราจะร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็ง สังคมที่มีสันติสุขของเราได้อย่างไรในอนาคต ประชาชนเป็นผู้กำหนดตรงนี้ไม่ใช่นักการเมือง
สุดท้ายนี้ เรื่องการศึกษา มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านในการปฏิรูปของเรา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้มากมาย รัฐบาลยังคงน้อมนำมาขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง กอปรกับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ที่ทรงพระกรุณา พระราชทานเพิ่มเติมว่า การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้านคือ
(1) ทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง
(2) พื้นฐานชีวิต อุปนิสัย ที่มั่นคงเข้มแข็ง มีคุณธรรม
(3) มีอาชีพ มีงานทำ และ
(4) เป็นพลเมืองดี
ซึ่งศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้บรรยายให้กับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2560  ผมขอให้ทุกคนและทุกหน่วยงาน รวมทั้งเน้นย้ำให้คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา ได้น้อมนำไปขับเคลื่อน อย่างบูรณาการด้วย
ทั้งนี้ ผมอยากจะฝากถึงเด็กเยาวชนไทยคือ เรื่องพฤติกรรมรักการอ่าน  คุณพ่อคุณแม่อย่าคิดว่ารอให้เด็กอ่านออกเองแล้วค่อยสนับสนุนให้ลูกอ่านหนังสือ  แบบนี้ช้าไปแล้ว นิสัยรักการอ่านต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ยิ่งเล็กยิ่งได้ผล บางครอบครัวผมเห็นเขาอ่านให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง เมื่อโตขึ้น อ่านหนังสือออก เขาก็จะกลายเป็นเด็กที่รักการอ่าน รักการแสวงหาความรู้ มีสมาธิ และจินตนาการ เพราะการอ่านหนังสือเด็กต้องตั้งใจค่อย ๆ คิดตามเนื้อเรื่อง พ่อแม่บางคนอาจบอกว่าไม่มีเวลา ต้องทำมาหากิน ผมก็เข้าใจ แต่ถ้าเรารักลูกหลาน ไม่ให้เขามีปัญหาในอนาคต เราต้องพยายามจัดสรรเวลาให้ได้ ไม่ต้องมาก อาจจะอ่านให้เขาฟังวันละ 5-10 นาที ทุก ๆ วัน เท่านั้นเอง ให้ลูกหลานติดหนังสือ ดีกว่าไปติดเกม ติดมือถือแล้วเราไปแก้ไขไม่ได้เมื่อเขาโตขึ้น ผลลัพธ์ในที่สุด เขาก็จะเติบโตขึ้นเป็นคนมีความคิด มีความรู้ เป็นทรัพยากรที่ดีของชาติในอนาคต ทุกประเทศแข่งขันกันในที่การมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญอย่างหนึ่งว่า ประเทศนั้น ๆ จะเจริญก้าวหน้าได้เพียงใด  ผมอยากฝากข้อความเหล่านี้ถึงคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองทุกครอบครัวด้วย
ผมขอแสดงความยินดีและชื่นชม “น้องจีน” ด.ญ.อาฒยา ฐิติกุล นักกอล์ฟมือสมัครเล่นของไทย  โดยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในการแข่งขันรายการ “เลดี้ ยูโรเปียนไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิป” ณ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี นับว่าผู้ชนะการแข่งขันกอล์ฟอาชีพที่อายุน้อยที่สุดในโลก เพียง 14 ปี ก็เป็นบทพิสูจน์ว่า ความสามารถไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ แต่ขึ้นอยู่กับการสนใจใฝ่เรียนรู้ มั่นฝึกฝนและพัฒนาตนเอง ด้วยความมีวิริยะอุตสาหะอย่างสม่ำเสมอ ที่ผ่านมา น้องจีนมีแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ เช่น โปรเม เอริยา เป็นแรกผลักดันให้ประสบความสำเร็จ ผมชื่อว่าน้องจีนก็กลายเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของเด็กไทยอีกหลายต่อหลายคน กีฬาหลายประเภท
ผมขอชื่นชมกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอบคุณสมาคมต่าง ๆ วันนี้มีนักกีฬาของเราหลายประเภทได้รับรางวัล ไม่ว่าจะเป็น โปโลน้ำ เทควันโด แบดมินตันและอะไรต่าง ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ชนะเลิศแต่เราได้เข้าไปแข่งขันก็ไม่ได้เสียชื่อ ขอเป็นกำลังใจให้ต่อไป คนไทยทุกคนเป็นกำลังใจ ทั้งที่ผมกล่าวถึงและยังไม่ได้กล่าวถึง อาจจะหลงลืมไปบ้าง แต่ผมได้ให้โฆษกรัฐบาลชื่นชมไปแล้วในข่าวสารประจำวัน
ผมขอขอบคุณและขอให้ทุกคนมีความสุข ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ อย่าทานเหล้า ในช่วงนี้เพราะเป็นช่วงเข้าพรรษา ลองหยุดดูอาจจะดีขึ้น หยุดทานเหล้า หยุดสูบบุหรี่  3 เดือนตลอดไป สวัสดีครับ

——————————-

Featured Videos

ทวีตล่าสุด

เวลาทำการ และที่อยู่

เวลาไทย / เวลาสหรัฐฯ

21-Nov-201720-Nov-2017

  • Today Visit: 4,834
  • Total Visit: 2,726,653
ตั้งแต่ 7 มิถุนายน 2015