ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน วันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2561

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2561 เวลา 20.15 น.

 

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน

จากเหตุระเบิดภายในตลาดสดรถไฟ พิมลชัย เทศบาลนครยะลา ในช่วงที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานกำลังใจ  ดอกไม้ และสิ่งของพระราชทาน แก่ครอบครัวผู้สูญเสีย และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงห่วงใยอย่างหาที่สุดมิได้

ในการนี้ ผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ  และขอประณามการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมในครั้งนี้ด้วย ผมได้กำชับไปยังหน่วยที่เกี่ยวข้องให้เร่งดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ให้ฝ่ายความมั่นคง เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อนำไปใช้ในการติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว ทราบว่ามีความคืบหน้าโดยลำดับ กำลังสอบสวนขยายผลจากผู้ต้องสงสัยอยู่ ทั้งนี้ ผมขอให้เชื่อมั่นเจ้าหน้าที่ของเราว่าจะดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อรักษาความสงบสุขของพี่น้องประชาชน ให้กลับคืนมาโดยเร็ว รวมทั้งขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ช่วยกันสอดส่องดูแล เป็นหูเป็นตา และแจ้งข้อมูลเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ด้วย ให้มีการตรวจสอบกล้อง CCTV ทั้งหมดให้ใช้การได้ตลอดเวลา

พี่น้องประชาชนที่รัก ครับ

ผมขอเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนในการยกย่องชื่นชม “ศิลปินแห่งชาติ”
ประจำปี 2560  ที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมาสำหรับนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้ศิลปินแห่งชาติทั้ง 17 ท่านนี้ เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานโล่เชิดชูเกียรติ และเข็มประกาศเกียรติคุณ จากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือผู้แทนพระองค์ตามที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งใน “วันศิลปินแห่งชาติ” วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่กำลังจะมาถึงนี้ หรือวันอื่นแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ทั้งนี้ นับเป็น “รางวัลสูงสุดในชีวิต” สำหรับศิลปินที่มีคุณสมบัติ และผลงานเป็นที่ประจักษ์ ได้รับการยอมรับในสังคมไทย เพราะนอกจากจะเป็นผู้ที่มีความรักในอาชีพ ประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดี มีความเป็นมืออาชีพแล้ว ยังเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน จรรโลงชาติบ้านเมือง และเผยแพร่ความรู้ ถ่ายทอดความสามารถ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ มรดกของชาติ สู่คนรุ่นใหม่ สืบสานต่อยอดสู่รุ่นต่อ ๆ มาอีกด้วย ขอให้ทุกคนได้ช่วยกันดูแลบุคคลที่มีชื่อเสียง มีความสามารถในอดีตด้วย เช่น ดารา นักแสดง ผู้อาวุโส นักกีฬา ท่านทั้งหลายเหล่านั้นอาจจะอายุมากแล้ว บางคนไม่ค่อยแข็งแรง รายได้ไม่เพียงพอ ไม่มีคนดูแล ก็ขอให้ทุกหน่วยงานเข้าไปช่วยดูแลด้วย

สำหรับ “งานทัศนศิลป์” อาทิ จิตรกรรม  ประติมากรรม  สถาปัตยกรรม  ศิลปะการแสดง อาทิ คีตศิลป์ นาฏศิลป์  และ “งานวรรณศิลป์” นั้น นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ที่สำคัญ ที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการ ความเจริญก้าวหน้า และประวัติศาสตร์อันงดงามของชาติที่เป็นเจ้าของศิลปะเหล่านั้น เป็นสิ่งดีงามที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน อยู่คู่สังคมและประเทศชาติ ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านกาลเวลา บางครั้งถูกหล่อหลอม หลอมรวมกับอารยะธรรมสากล หรือชาติอื่น ๆ จนทำให้คนในชาติ หลงลืมกำพืด รากเหง้าของตนเอง เพราะอาจจะไม่สนใจ ใส่ใจ ศึกษาให้ครบถ้วนถึงที่มาที่ไป เหมือนอ่านหนังสือแค่ตอนจบเร่งรีบอ่าน ๆ ผ่าน ๆ ไป ไม่ประณีต ทำให้ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ไม่เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ ไม่รู้ว่ามีชีวิตจิตใจอย่างไร จิตวิญญาณอย่างไรในตัวหนังสือเหล่านั้น แล้วเราก็เอาบางส่วนนั้นมาปฏิบัติตามอย่างผิดเพี้ยน โดยไม่รู้จริง อาจจะรวมความไปถึงเรื่องของประชาธิปไตยเราด้วยว่า คืออะไรกันแน่

เพราะว่าถ้าประเทศไหนจัดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนประชาชน เข้าไปทำหน้าที่ออกกฎหมายและบริหารประเทศแล้ว เรียกได้ว่าเป็น “ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย” แล้วใช่หรือไม่ “เสียงส่วนใหญ่  เสียงส่วนน้อย” คืออะไร เรายึดเสียงส่วนใหญ่เป็นสรณะ โดยไม่สนใจเสียงส่วนน้อยเลย จะเรียกว่า “ประชาธิปไตย” ที่สมบูรณ์ได้หรือไม่ ที่สำคัญอีกประการคือ “หน้าที่พลเมือง” และการเคารพกฎหมาย ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่สะท้อนถึงระดับความเป็นประชาธิปไตยในสังคมนั้น ๆ ว่ามีมากน้อยเพียงใด  อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเสียงส่วนใหญ่ เสียงส่วนน้อย ก็ต้องเคารพกฎหมาย

พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่รัก ครับ

วันนี้อยากให้พวกเราทุกคน และสังคมโดยรวมได้ใช้สติ ทบทวน สิ่งที่ผมพูดเมื่อสักครู่  ว่าเรารู้อย่างลึกซึ้งถึง “ความเป็นไทย” หรือไม่ พร้อมที่จะหลอมรวมกับ “ความเป็นสากล” โดยที่ไม่หลงประเด็น ประยุกต์ไม่เป็น จนเป็นเหตุให้มีแต่ความขัดแย้ง เพราะต่างก็อ้างว่าตน “รู้จริง” แล้วไม่ยอมฟังเหตุผลของคนอื่น บางครั้งรับแนวคิด วัฒนธรรมของคนอื่นมายึดถือปฏิบัติ แม้จะทำได้ในหลักการ แต่หากขัดกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของเรา ก็คงไม่สามารถประสบความสำเร็จเหมือนเขาได้ จึงเป็นที่มาของคำว่า “ไทยนิยม” ของผม ที่มอบให้กับสังคมไทยในวันนี้

“ไทยนิยม” นั้น ไม่ใช่การสร้างกระแส “ชาตินิยม” เหมือนที่บางคนไม่เข้าใจสังคมของตน ไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก แล้วพยายามบิดเบือนความคิดของผม โดยไม่ศึกษาให้ดี เพราะ “ชาตินิยม” นั้นจะใช้ได้ดี สำหรับป้องกันภัยคุกคาม ภัยจากภาย นอกประเทศ จากการทำสงคราม หรือจากการเข้ามาครอบงำทางความคิดด้วยหลักคิด ลัทธิของชาติอื่น “ชาตินิยม” จึงมีความจำเป็นสำหรับสถานการณ์เหล่านั้น เพื่อสร้างสำนึกความรักชาติ แต่สำหรับสถานการณ์ของประเทศในวันนี้นั้น เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่าน เราต้องการการปฏิรูปที่อยู่บนพื้นฐานของ “ความเป็นไทย” โดยไม่ทิ้งหลักสากล ผมขอย้ำ เราไม่ต้องไปทิ้งหลักสากล นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของ “ไทยนิยม” ที่ผมกำลังพูดถึง

และ “ไทยนิยม” ก็ไม่ใช่ประชานิยม เพราะประชานิยมเป็นการให้ในลักษณะที่เหมือนกับยัดเยียด
ทุกคนได้ไป พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง อะไรก็แล้วแต่ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่เหมาะสมกับประชาชน ด้วยการสร้างแนวคิด “บริโภคนิยม” ที่ผ่านมาประชาชนชอบ พอใจ กลายเป็นว่าประชาธิปไตยกินได้ เหมือนกับนโยบายของที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริง อาจจะทำเพียงเพื่อต้องการความนิยม หรือต้องการคะแนนเสียงจากการเลือกตั้ง หลาย ๆ อย่างทำไม่ได้ ออกไม่ได้ เพราะทุกคนก็ต้องการคะแนนเสียงกันทั้งหมด เลยทำให้ปัญหาต่าง ๆ พอกพูน มาถึงรัฐบาล มาถึงการใช้จ่ายของภาครัฐ งบประมาณต่าง ๆ ซึ่งนับวันจะมีปัญหามากขึ้น เราถึงต้องมีการแยกแยะให้ชัดเจนว่าใครเดือดร้อนอะไรอย่างไร มากน้อยเพียงใด เราก็ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ให้ทั่วถึง

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องให้ความสำคัญให้มากว่า เราจะช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร เพราะฉะนั้นคำว่า “ประชานิยม” นั้นแตกต่างจาก “ไทยนิยม” เพราะว่า “ไทยนิยม” นั้น เป็นการต่อยอด ขยายผลจาก “ประชารัฐ” ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการ “ระเบิดจากข้างใน” การมีส่วนร่วม การรับผิดชอบร่วม แล้วรัฐบาลจึงจะแสวงหาความร่วมมือจากภาคเอกชน ภาควิชาการ ทำให้เกิดเป็น “3 ประสาน ก็คือ ราษฎร์  รัฐ และ เอกชน” ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ใคร เพราะทุกคนนั้นอยู่ในห่วงโซ่เศรษฐกิจทั้งสิ้น เพราะอยู่ในประเทศของเราเอง อาจจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาและสร้างการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน ตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ แก้โจทย์ปัญหาที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน ด้วยกลไก “ประชารัฐ” ของตน ของแต่ละท้องถิ่น ตรงความต้องการ และเมื่อมองในภาพรวมทั้งประเทศแล้ว “ไทยนิยม”

จึงเป็นแนวคิดในการบริหารประเทศ ที่อยู่บนพื้นฐานของความต้องการ ตามความนิยม ของคนไทยทั้งประเทศ ต้องนิยมในสิ่งที่ถูกต้อง ที่ถูก ที่ควร นิยมในสิ่งดี ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการมีคุณธรรมจริยธรรมด้วย ไม่ใช่ว่านิยมอะไรก็ทำได้หมด คงไม่ใช่ เพราะโดยพื้นฐานแล้ว เราคนไทยเรารัก และนิยมทำในสิ่งที่ดีงาม ถูกต้อง มีคุณธรรม จริยธรรม อย่างไรก็ตามมีบางคนที่ไม่นิยมไปทำอย่างอื่น ก่อให้เกิดความขัดแย้ง บิดเบือน ทุกอย่างเหล่านี้

เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างสรรค์ “ไทยนิยม” ในสิ่งดีๆ ให้มากยิ่งขึ้นนะครับ ถูกต้อง มีคุณธรรม จริยธรรม รักความสงบ เหมือนในเพลงชาติไทยของเรา โดยเฉพาะในช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ชาติไทย ระยะต่อจากนี้ไป มีความสำคัญมาก เพราะต่อกันมาทั้งหมด จากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เราต้องการอนาคตอย่างไร เราก็ต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพื่ออนาคตที่ดี ประวัติศาสตร์ที่ดี ในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นระยะต่อจากนี้ไปมีความสำคัญกับพวกเราทุกคน ในสถานการณ์ปัจจุบัน สำหรับลูกหลานของเราในอนาคตด้วย เราต้องการการบริหารประเทศอย่างมีวิสัยทัศน์ เพื่อจะสร้างความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ให้กับบ้านเมือง เราจะต้องน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นมรดกของชาติ มาเป็นหลักคิดสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีพระราชดำรัสให้ “สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน เพื่อสร้างสุขให้ปวงชนชาวไทย” ต่อไป สำหรับการสร้างความสามัคคีปรองดองนั้นก็จะต้องน้อมนำศาสตร์พระราชา ด้วยการ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” เข้าใจถึงพื้นที่ เข้าใจถึง คน ประชาชน เพื่อจะมาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อนำพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักของการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง เพื่อการพัฒนาประเทศ และสำคัญประการหนึ่งที่เราแตกต่างจากคนอื่นเขาคือกับดักการเมือง ทางการเมืองของเรามีมากกว่าประเทศอื่นเขา ต้องแก้ไขพวกนี้ให้ได้ แล้วจะต้องให้มีการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่หวือหวาชั่วครั้งชั่วคราว แล้วก็ไม่เข้มแข็ง ให้ไป ใช้ไป หมดไป

เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า “ประชารัฐ” และ “ไทยนิยม” นั้นก็จะมีความเชื่อมโยงกันอยู่เป็นเนื้อเดียวกัน “ไทยนิยม” จะเป็นกรอบใหญ่ของทั้งประเทศ คล้าย ๆ กับ “ยุทธศาสตร์ชาติ” ที่จะเป็นกรอบใหญ่ให้กับยุทธศาสตร์จังหวัด กลุ่มจังหวัด  ภาค ในการพัฒนาท้องถิ่นด้วยกลไก “ประชารัฐ” ทั้งนี้ หากเราสามารถสร้างความเข้มแข็ง เน้นการพึ่งพาตนเองได้ตั้งแต่ระดับฐานรากแล้ว ก็จะนำมาสู่ความสำเร็จในภาพ รวมของประเทศได้ในที่สุด ผมอยากให้คนไทยเข้าใจคำว่า ไทยนิยม ประชารัฐ ยั่งยืน  3 คำมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันทั้งหมด

พ่อแม่พี่น้องประชาชน ครับ

การพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัล ตามนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” นั้น เราจะต้องให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ในมิติวัฒนธรรม ความเป็นไทย ตามหลักคิด “ไทยนิยม” ที่ได้กล่าวไปแล้ว และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพของประเทศไปพร้อม ๆ กันด้วย อาทิ โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ พลังงาน ชลประทาน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ประเทศของเรานั้นไม่ได้ร่ำรวยมากนัก จนสามารถเนรมิต หรือลงทุน ทุกอย่างได้ ตามที่เราต้องการในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น เราจำเป็นต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ มีการพัฒนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ปัจจุบันแม้เราจะกำหนดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ
แล้ว (SEZ) ไว้ทุกภูมิภาคของประเทศ จำนวน 10 แห่ง แต่ก็ไม่ง่ายนักที่จะเริ่มดำเนินการได้พร้อม ๆ กัน

เนื่องจากติดขัดในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งกฎหมาย ทั้งงบประมาณ ทั้งความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ ความเข้าใจ บางท่านอาจจะไม่เข้าใจ ยังมองภาพความสำเร็จไม่ออก เพราะทุกคนก็เคยชินอยู่กับการทำวันนี้ ให้ได้พรุ่งนี้นะครับ บางทีหลายอย่างต้องใช้ระยะเวลา ก็ยังมองไม่ค่อยออกกัน เป็นหน้าที่ของรัฐบาล คสช. และทุกหน่วยงานนะครับ ในการที่จะ “สาธิต” ให้เห็นภาพอนาคต ของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ บนพื้นที่ที่มีศักยภาพเดิม คือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  เพราะว่าเมื่อสามารถทำได้สำเร็จ จะไม่เพียงแค่ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเท่านั้น แต่ยุทธศาสตร์ขั้นต่อไป คือ การขยายผลในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ทั้ง 10 แห่ง ในวันข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศครั้งยิ่งใหญ่ และเป็นก้าวย่างที่สำคัญของชาติ ข้าม “กับดัก” ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และการพัฒนาที่ไม่สมดุล สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

วันนี้ ผมจึงอยากวาดภาพอนาคต และความเป็นไปได้ให้ทุกคนได้เห็น ว่ารัฐบาลจะขับเคลื่อนโครงการ EEC อย่างไร โดยแผนปฏิบัติการลงทุน แบ่งออกเป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1 หรือระยะเร่งด่วนนะครับ ระหว่างปี 2560 ถึง 2561 ที่ต้องดำเนินการทันที เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจภายใน EEC ให้มีการลงทุนจากในประเทศ และต่างประเทศ

ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2562 ถึง 2564 เป็นแผนงานต่อเนื่อง เพื่อให้โครงข่ายการขนส่งสามารถรองรับกิจการทางเศรษฐกิจ ที่จะเกิดขึ้น และขยายกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และระยะต่อไป เริ่มตั้งแต่ปี 2565 ก็จะเป็นแผนงานเพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่EEC อย่างยั่งยืน เพื่อจะเพิ่มรายได้ของประเทศ ให้กับประชาชนทุกระดับ ทุกฝ่าย รวมถึงการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเพิ่มมูลค่าอีกด้วย ทั้งนี้ จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านคมนาคมขนส่ง ทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ ทางอากาศ และ โลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

(1) มอเตอร์เวย์ พัทยา-มาบตาพุด, แหลมฉบัง-ปราจีนบุรี และชลบุรี-อ.แกลง จ.ระยอง รวมทั้งการปรับปรุงโครงข่ายถนนสายรอง  การเพิ่มโครงข่ายทางเลี่ยงเมือง

(2) รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 ท่าอากาศยาน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา) รถไฟทางคู่ ช่วงแหลมฉบัง-มาบตาพุด รถไฟ ช่วงระยอง-จันทบุรี-ตราด และ รถไฟเชื่อม EEC-ทวาย-กัมพูชา รวมทั้ง สถานีบรรจุและยกสินค้ากล่อง จ.ฉะเชิงเทรา

(3) ท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่ 3  ท่าเรือมาบตาพุด เฟสที่ 3 และ อากาศยานผู้โดยสาร
ท่าเรือ จุกเสม็ด

(4) การยกระดับท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา อาทิ การสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ทางวิ่งที่ 2 พื้นที่ขนส่งสินค้าทางอากาศ เขตปลอดอากร (Free Zone) และอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3  ตามลำดับ

สำหรับการจัดหาแหล่งวงเงินลงทุน เบื้องต้นนั้นประมาณ 1 ล้านล้านบาท จากงบประมาณแผ่นดิน 30%  เงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 10%  รัฐและเอกชนร่วมลงทุน (PPP) 59% และ กองทุนหมุนเวียน จากกองทัพเรือ 1%  ผลที่คาดว่าจะได้รับ อาทิ ใน 5 ปีแรก จะเกิดฐานเทคโนโลยีใหม่ของประเทศและ เกิดการพัฒนาคน ทำให้รายได้ประชาชาติ “ขยายตัว” ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มเติมช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้กว่า 2.1 – 3.0 ล้านล้านบาท จะมีการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนคุณภาพสูงมากขึ้น ปริมาณการเดินทาง และขนส่งสินค้าใน EEC มากขึ้น สามารถจะลดต้นทุนของรถบรรทุกได้ ประมาณ 35.6 ล้านบาทต่อวัน  ลดต้นทุนรถไฟได้ ประมาณ 2.3 แสนบาทต่อวัน รวมทั้ง ลดระยะเวลาการเดินทางลงได้อีกด้วย นอกจากนี้ จะเป็นการสนับสนุนให้ EEC เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมเพื่อนบ้าน – CLMV – และ อาเซียนทั้งหมด อย่างสมบูรณ์

พี่น้องประชาชนที่เคารพ ทุกท่าน ครับ

สัปดาห์นี้ เป็นอีกครั้งที่ผมจะได้เดินทางไปร่วมการประชุมในเวทีระหว่างประเทศ คือ การประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย ในวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา และผมยังได้เข้าร่วมงานวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย ครั้งที่ 69 ในวันที่ 26 มกราคมนี้ ในฐานะแขกเกียรติยศ ร่วมกับผู้นำอาเซียน 9 ประเทศ อีกด้วย ซึ่งอินเดียไม่เคยทำมาก่อนในอดีต การเข้าร่วมครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นการส่งสัญญาณการให้ความสำคัญแก่พันธมิตรอาเซียนของอินเดีย ในการร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่จะแน่นแฟ้นขึ้นในอนาคตด้วย
สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย ครั้งนี้ถือว่ามีความพิเศษเพราะปกติประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจามักจะจัดในภูมิภาคอาเซียน แต่เนื่องจากเป็นโอกาสครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและอินเดีย ที่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ “ครบรอบ 25 ปี” อีกทั้ง อินเดียยังเป็นประเทศคู่ค้า และ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ที่สำคัญของอาเซียน รวมถึงเป็นหนึ่งสมาชิกของความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (หรือ RCEP) อีกด้วย จึงได้มีการจัดการประชุมสมัยพิเศษนี้ขึ้นที่อินเดีย การประชุมครั้งนี้ เป็นโอกาสที่จะทบทวนในเรื่องยุทธศาสตร์ของอินเดียที่มีต่ออาเซียน และประเทศเอเชียแปซิฟิก ตามแนวนโยบาย “มุ่งตะวันออก” หรือ Act East ของนายกรัฐมนตรีอินเดียที่จะเพิ่มบทบาทของอินเดียในประเทศอาเซียนและเอเชียแปซิฟิกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสมดุลอำนาจกับประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ อีกทั้งยังสอดรับเป็นอย่างดีกับนโยบาย Look West ของไทย ในการหาลู่ทางขยายตลาดการค้า การลงทุน และ การสร้างพันธมิตรในอินเดีย ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ ทุกคนทราบดีมีประชากรมาก และมีศักยภาพทางเทคโนโลยีสูงอีกด้วย

สำหรับประเด็นสำคัญของกลุ่มอาเซียนคงเป็นเรื่องของการหาจุดสมดุลอำนาจระหว่างประเทศต่าง ๆ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการเมือง และการปกครองของโลกทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน  นอกจากนี้ ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นกับอินเดีย ยังจะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มประเทศอาเซียน และ ช่วยส่งเสริมความเชื่อมโยงทางโครงสร้างพื้นฐานระหว่างกัน ทั้งนี้เพื่อเพิ่มบทบาทของภูมิภาคอาเซียน ในการเป็น “แกนกลาง” เชื่อมอินเดียเข้ากับประเทศต่าง ๆ รอบ ๆ มหาสมุทรแปซิฟิก จนประกอบเป็นกลุ่มประเทศที่เราเรียกกันว่า “อินโด-แปซิฟิก” คือ ประเทศยักษ์ใหญ่ 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ อินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

สำหรับผลลัพธ์จากการประชุม ได้มีการหารือในเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน ทั้งด้านการค้า และการลงทุน เพื่อจะให้เพิ่มมูลค่าการค้าได้ตามเป้าหมายภายในปี 2022 รวมทั้ง เร่งใช้ประโยชน์จากความร่วมมือด้านการค้าอาเซียน-อินเดีย และผลักดันความตกลง RCEP ให้แล้วเสร็จโดยเร็วมีการร่วมกันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  MSMEs และการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ นอกจากนี้ ยังจะร่วมกันเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และประชาชน ระหว่างอาเซียนและอินเดียเข้าด้วยกัน ผ่านการพัฒนาชุมชนเมืองที่เป็นอัจฉริยะ ซึ่งจะมีการจัดสร้าง SMART Cities-Cultural Centres ในอนาคต อาเซียนอาจพัฒนาไปสู่ความเป็น 4.0 สอดคล้องกับนโยบาย 4.0 ของไทยด้วย

พี่น้องประชาชนที่รัก ครับ

ผมอยากจะเน้นย้ำว่า นอกจากเราจะต้องเสริมสร้างกิจกรรม “ภายใน” ให้เข้มแข็ง ยืนได้ด้วยตนเองแล้ว เราก็จะต้องขยายโอกาสไปภายนอกประเทศ เพิ่มความร่วมมือกับมิตรประเทศ เพื่อสร้างโอกาส กระจายตลาด เพิ่มรายได้ทางการค้า เพิ่มศักยภาพของประเทศผ่านการลงทุนรวมถึง ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี ในเวทีโลก เพื่อให้กิจกรรมภายในร่วมกับแรงเกื้อหนุนจากภายนอก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปได้แบบ 2 แรงแข็งขัน แต่ถ้าวันใดภายในต้องประสบปัญหา ก็อาจจะยังมีจากภายนอกคอยพยุงไว้ได้ และหากวันใดภายนอกไม่แข็งแกร่ง แม้เราอาจได้รับผลกระทบไปด้วย แต่เราก็จะยังมีรากฐานภายในที่ดี มีความมั่นคง มีชุมชนเข้มแข็งพอจะช่วยประคองให้ประเทศเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่อง  มีความสำคัญเท่าเทียมกันทั้งภายในภายนอก

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงให้ความสำคัญอย่างมาก ต่อนโยบายระหว่างประเทศ ทั้งในลักษณะการเจรจาทวิภาคีและการหารือในลักษณะของการเป็นพหุภาคีกลุ่มประเทศ ที่ผ่านมา นานาประเทศให้การยอมรับ ตอบรับและชื่นชม กับความตั้งใจของรัฐบาลนี้มาต่อเนื่อง สะท้อนจากการทยอยปรับดีขึ้นของฐานะประเทศไทย ในการจัดลำดับต่าง ๆ ผมได้มีโอกาสไปร่วมประชุมหารือกับกลุ่มประเทศใหม่ ๆ ที่แม้ไทยจะไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่ก็ยังได้รับคำเชิญให้เข้าร่วม เช่น การประชุมของกลุ่มประเทศ BRICS ในปี 2560 ที่ผ่านมา  ซึ่งเหล่านี้ ได้เปิดโอกาสให้เราชี้แจงประชาสัมพันธ์ประเทศ และทิศทางนโยบายของภาครัฐ เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุน ทั้งยังมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความเห็น และข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปใช้พัฒนากิจกรรมในประเทศด้วย

เมื่อครู่ผมได้พูดถึงบทบาทที่เศรษฐกิจนอกประเทศจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภายใน ให้เราอีกแรงก็เพราะ เมื่อเศรษฐกิจภายนอกดี ความต้องการจับจ่ายใช้สอยของเขาก็จะมากขึ้น ประเทศเราก็สามารถส่งออกสินค้า และบริการออกไปได้มากขึ้น ตามไปด้วยเช่นกัน  ก็เป็นที่น่ายินดีว่าล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ในปีนี้ และปีหน้า ปีละ 0.2% จากเดิมที่เคยประมาณว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้ร้อยละ 3.7 ในปี 2561 และ 2562 ตอนนี้ ก็จะปรับสูงขึ้นเป็นร้อยละ 3.9 ในขณะเดียวกัน ก็ได้ปรับเพิ่มตัวเลขการขยายตัวของการค้าและบริการทั่วโลกขึ้นจากร้อยละ 4.0 เป็นร้อยละ 4.6 ในปีนี้

การปรับเพิ่มตัวเลขทางเศรษฐกิจในครั้งนี้มาจากการที่เศรษฐกิจในหลายประเทศขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ในช่วงก่อนหน้า ทำให้มีแรงส่งที่ดี เราต้องใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาของเราให้มากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ได้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วจะขยายตัวได้ดีขึ้นกว่าที่ประมาณไว้ เมื่อเดือนตุลาคม 2560 โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มาตรการปฏิรูประบบภาษี ของประธานาธิบดีส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจ โดยในระยะสั้น คาดว่าการปรับลดภาษีนิติบุคคล จะช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนได้พอควร แต่อาจเป็นภาระในระยะยาวได้ นอกจากนี้ IMF ยังปรับเพิ่มอัตราการเติบโตของหลายประเทศในสหภาพยุโรป และญี่ปุ่นขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึง 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามซึ่งคาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้นในปี 2561 นี้ จากที่เคยให้ไว้ที่ร้อยละ 5.2 เป็นร้อยละ 5.3

สำหรับประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นประเทศขนาดเล็ก การปรับประมาณการครั้งนี้ จึงไม่ได้เปิดเผยในรายละเอียด ไม่สามารถแยกพิจารณาได้ชัดเจน แต่ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็มีการปรับเพิ่มประมาณการของประเทศไทยในปี 2561 จากร้อยละ 3.8 ที่ทำไว้ในเดือนกันยายน ปีที่แล้ว เป็นร้อยละ 3.9 ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็คงให้ความสำคัญกับมาตรการการดูแลผู้มีรายได้น้อย ตามโมเดลลดความยากจนด้วย

การปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยจะขยายตัวได้ดี กว่าที่คาดไว้เดิม ซึ่งจะเป็นผลดี ต่อการส่งออกของไทย แต่ผลดีนั้น จะดีมากหรือน้อยแค่ไหน ก็จะขึ้นอยู่กับการปรับตัวรับโอกาสนี้ของภาคธุรกิจเอกชนไทย และการทำงานร่วมกับรัฐบาลในการขยายตลาด การเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภค โดยการจัดเวทีหารือ การจัดแสดงสินค้า การ matching ผู้ซื้อและผู้ขายโดยตรง ซึ่งต้องเร่งดำเนินการทั้งสองฝ่าย ภาคเอกชนไทยมีความสามารถ มีศักยภาพ ผมขอให้เราร่วมกันฉกฉวยโอกาสนี้ไว้ ในระยะสั้น คงต้องทำงานหนัก ต้องมีการป้องกันความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า โดยต้องประมาณตน มีภูมิคุ้มกัน และเน้นการพึ่งพาตนเองให้มาก ต้องทำงานเชิงรุกร่วมกัน สำหรับระยะยาวภาครัฐเองก็จะเดินหน้าตามแผนปฏิรูปประเทศ รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะช่วยปรับโครงสร้างให้ประเทศในภาพรวมมีความสามารถในการแข่งขัน และการปรับเศรษฐกิจภายในให้แข็งแกร่ง รองรับความเสี่ยงต่าง ๆ ได้ดีขึ้นด้วย แน่นอนที่สุด คือช่วงระยะนี้ซึ่งเป็นระยะเปลี่ยนผ่านเราทุกคนต้องร่วมมือ ร่วมใจกัน ฟันฝ่าอุปสรรคไปพร้อม ๆ กัน ด้วยความเสียสละ อดทนเผื่อแผ่ แบ่งปัน ประนีประนอมตามอัตลักษณ์คนไทยด้วย

พี่น้องประชาชนที่รัก ครับ

สำหรับการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการปฏิรูป ได้จัดทำร่างแผนปฏิรูปประเทศเสร็จเรียบร้อยในขั้นต้นแล้ว ทั้ง 11 ด้าน อันได้แก่ ด้านการเมือง,ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรมด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านสังคม ด้านพลังงาน ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านป้องกัน ปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยหลักการ จะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติมีเป้าหมาย หรือผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนรวมทั้ง มีตัวชี้วัด ประเมินผลสำเร็จตามระยะเวลาได้ ทั้งนี้ ในหลายประเด็นปฏิรูป อาจต้องมีการปรับโครงสร้าง กระบวนการทำงานของส่วนราชการ ข้าราชการ ที่เกี่ยวข้องมากมายที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนทุกคน

สำหรับ ขั้นตอนต่อไปจะมีการเสนอร่างแผนปฏิรูปให้กับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณารวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และขั้นตอนอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะได้มีการประชาสัมพันธ์ ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ เป็น
ระยะ ๆ จากร่างแผนปฏิรูปดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เรามีปัญหามากมายในการเดินหน้าประเทศไปสู่ความยั่งยืน โดยเราจะต้องกำหนดกรอบเวลาจัดทำแผนแม่บทของแต่ละส่วนราชการ ให้สอดคล้องกับทั้งแผนปฏิรูป แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทุก ๆ 5 ปี ปัจจุบันแผนที่ 12  และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง
มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ต่อ ๆ ไปของทุกรัฐบาล

สุดท้ายนี้ ข้อมูลที่ผมได้กล่าวมานั้นถือว่าเป็น “ความรู้” สำหรับการเตรียมตัว เตรียมพร้อมเผชิญกับสิ่งท้าทายใหม่ในอนาคต ซึ่งจะเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ หากใครศึกษา ค้นคว้าเพิ่มเติม จนเกิด “ปัญญา” เกิดแนวคิดที่จะพัฒนาตนเองไม่ให้หลุดกรอบ ตกกระแสการพัฒนาประเทศ หรือ “รู้เท่าทัน” แล้ว ก็จะช่วยให้ปรับตัวได้ทัน และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงใน “ยุค 4.0”  และการเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยของเรา
         ขอบคุณครับ ขอให้ทุกคน ทุกครอบครัว มีความสุข ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์  สวัสดีครับ

…………………………………….
กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก
ที่มา : http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/9664

Featured Videos

Latest Tweets

เวลาทำการ และที่อยู่

เวลาไทย / เวลาสหรัฐฯ

20-Oct-201820-Oct-2018
ตั้งแต่ 7 มิถุนายน 2015